การสถาปนากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ครบรอบ 22 ปีในวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางถนนและสะพานเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของคนไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศภายใต้นโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทช. ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะหน่วยงานหลักที่ไม่เพียงแค่ก่อสร้างถนน แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
กรมทางหลวงชนบทกับภารกิจเพื่ออนาคต
ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 22 ปี กรมทางหลวงชนบท นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมกล่าวชื่นชมความสำเร็จที่กรมทางหลวงชนบทได้สร้างไว้ตลอด 22 ปี โดยระบุว่า กรมทางหลวงชนบทได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายถนนและสะพานที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่วยแบ่งเบาปัญหาการจราจรบนถนนสายหลัก ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
นายชยธรรม์ ยังได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของกรมทางหลวงชนบทที่มีส่วนสนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนระบบคมนาคมขนส่งให้มีมาตรฐานระดับสากล เชื่อมโยงทุกมิติทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและระหว่างประเทศ เพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน
โครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมสำคัญในปี 2567
ในปี 2567 กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและส่งเสริมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โครงการเหล่านี้รวมถึง:
1. โครงการก่อสร้างถนนสายแยกจากทางหลวงหมายเลข 1020 ไปยังบ้านกิ่วแก้ว (เชียงราย - พะเยา) ซึ่งใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,199 ล้านบาท เป็นการสร้างโครงข่ายเชื่อมระหว่างสองจังหวัดสำคัญในภาคเหนือ เพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าทางเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้
2. โครงการขยายถนนชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี โดยใช้งบประมาณ 902 ล้านบาท โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการจราจรในพื้นที่นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพมหานครและมีการขยายตัวของที่พักอาศัยอย่างรวดเร็ว
3. โครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 3452 – สี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งแบ่งการก่อสร้างออกเป็นสองตอน ตอนที่ 1 ใช้งบประมาณ 899.999 ล้านบาท และตอนที่ 2 ใช้งบประมาณ 900 ล้านบาท ถนนสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมในพื้นที่
4. โครงการก่อสร้างถนนสาย มห.3019 แยกทางหลวงหมายเลข 212 – บ้านบางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ซึ่งใช้งบประมาณ 804.159 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน
5. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามคลองตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล งบประมาณ 433.190 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งทางน้ำและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะสตูลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจหลักของกรมทางหลวงชนบทคือการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยว ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เช่น
• โครงการถนนเลียบแม่น้ำโขง นาคาวิถี (สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ถึงพระธาตุพนม จ.นครพนม) ใช้งบประมาณ 615 ล้านบาท โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาในพื้นที่สำคัญของภาคอีสาน
• โครงการถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้งบประมาณทั้งสิ้น 700 ล้านบาท เพื่อพัฒนาถนนเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่หัวหินและปราณบุรี โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างมหาศาล
เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย
ในช่วงที่ผ่านมา กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยนายมนตรีได้กล่าวถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์และกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อลงพื้นที่ซ่อมแซมถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหายอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งวางแผนยกสะพานในพื้นที่เสี่ยงให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วมในระยะยาว นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบทยังได้จัดเตรียมถุงทรายและอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้สำหรับการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ที่อาจเกิดน้ำท่วม
ทิศทางการพัฒนาในอนาคต
นายชยธรรม์ ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงถนนสายหลักกับถนนท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย กรมทางหลวงชนบทจะยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาถนนและสะพานที่มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างโอกาสในการเดินทางที่เท่าเทียม และเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ