เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศผ่าโครงสร้างประกันชีวิตไทยครั้งใหญ่ หวังตัดวงจรวิกฤต "สภาวะแก่ก่อนร่ำ" หลังพบสถิติสุดช็อก คนไทยแรงงานกว่า 30% ไร้เงินออมเกษียณ เผชิญช่วงเวลาป่วยหนักทุพพลภาพยาวนานถึง 10 ปี ก่อนเสียชีวิต ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูง 10-15% ต่อปี ล่าสุดสั่งปรับยุทธศาสตร์องค์กรจาก “Sick Care” สู่ “Well Care” พร้อมเปิดตัวประกันบำนาญระดับมิวเทชัน "Muang Thai Flexi Retire Series" ชูนวัตกรรมยืดหยุ่นสูงสุดครั้งแรกในประเทศไทย การันตีไม่ง้อตรวจสุขภาพ เลือกรับเงินก้อน 30% โดยไม่เสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 209,000 บาท พร้อมโอนตรงจ่าย Nursing Home ทั่วประเทศ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนอายุรับบำนาญได้สูงสุดถึง 70 ปี เลือกจ่ายเบี้ยตรงเข้าสถานดูแลผู้สูงอายุ 44 พันธมิตรได้ทันที หวังเปลี่ยน "ชีวิตที่เหลืออยู่" ให้เป็น "วัยอิสระ" ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากร ทั้งการลดลงของวัยแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินออมที่ไม่เพียงพอหลังเกษียณและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 75 ปี จึงมุ่งขยายบทบาทจากการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สู่การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 3 มิติสำคัญ เพื่อให้การมีอายุที่ยืนยาวเป็นชีวิตที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ ได้แก่ การมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) การส่งเสริมให้มีสุขภาพที่แข็งแรงยาวนานขึ้น (Healthspan) และการมีความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan)
ในภูมิภาคอาเซียน มีประเทศไทยและสิงคโปร์ เพียง 2 ประเทศ ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 79-82 ปี อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีการคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคนหากไม่มีการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาฐานแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40 จำนวน 22 ล้านคน พบว่ามีประชากรแรงงานไทยมากกว่า 30% ที่ไม่มีหลักประกันเงินออมหลังเกษียณ และอีกกว่า 60% มีเงินออมสะสมต่ำกว่า 200,000 บาท สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 10% ถึง 15% ต่อปี ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์เคียงคู่กับสิงคโปร์ แต่แรงงานไทยมากกว่า 30% กลับไร้การออมเพื่อการเกษียณ ขณะที่เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูง 10-15% ต่อปี เมืองไทยประกันชีวิตจึงประกาศเปลี่ยนผ่านแนวคิดการดูแลลูกค้าจากการจ่ายค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วย (Sick Care) ไปสู่นวัตกรรมการดูแลคุณภาพชีวิตเชิงป้องกัน (Well Care) เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ”นายสาระ กล่าว
โจทย์สำคัญของการวางแผนชีวิตในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำให้อายุยืนยาวขึ้น หรือ Longevity เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ประชากรมีสุขภาพแข็งแรง (Healthy) และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากข้อมูลทางสถิติพบว่าคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82 ปี ทว่ากลับมีช่วงห่างหรือ Gap ของการมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ทุพพลภาพ หรือต้องเผชิญกับโรคเจ็บป่วยยาวนานถึง 10 ปี การบีบช่องว่าง 10 ปีนี้ให้สั้นลงจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างการดูแลสุขภาพกายและการสร้างความมั่นคงทางการเงิน
นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของธุรกิจประกันสุขภาพในปัจจุบันคือการรับมือกับค่าบริการทางการแพทย์และเบี้ยประกันสุขภาพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับสถานพยาบาลพันธมิตรกว่า 700 แห่ง และยกระดับการทำงานเชิงลึกกับโรงพยาบาลพาร์ทเนอร์ 161 ถึง 176 แห่ง เพื่อควบคุมมาตรฐานและดูแลผู้เอาประกันภัยให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว พร้อมทั้งศึกษาโมเดลบริหารเบี้ยประกันภัยจากต่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเบี้ยประกันของผู้สูงอายุปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัยที่ต้องการความยืดหยุ่น เมืองไทยประกันชีวิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญรุ่นใหม่ และเพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและลงมือทำจริงในการตอบรับโลกยุคใหม่ ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัว “Muang Thai Flexi Retire Series” แบบประกันบำนาญที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นสูง ชูนวัตกรรมยืดหยุ่นสูงสุดครั้งแรกในไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเกษียณได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบการดูแลที่ครบวงจรตั้งแต่การวางแผนทางการเงินไปจนถึงการบริการด้านสุขภาพ ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต และตอบโจทย์การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity is a Trend) โดยลูกค้าสามารถเลือกสเปกการชำระเบี้ย เลือกระดับอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้สูงถึง 70 ปี และสามารถปรับเปลี่ยนอายุการรับเงินในภายหลังได้อย่างเสรี ควบคู่กับการได้รับอนุมัติพิเศษจากกรมสรรพากรให้ผู้เอาประกันเลือกรับเงินบำนาญก้อนใหญ่ ณ วันเกษียณได้โดยไม่เสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 209,000 บาท พร้อมทั้งขยายเครือข่าย Senior Living และ Nursing Care 44 แห่งทั่วประเทศ และยกระดับการพัฒนาบุคลากรผ่านหลักการ Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
โดยบริษัทฯได้นำเสนอแนวทางการดูแลคุณภาพชีวิตผู้บริโภคผ่านกรอบความคิด 4 มิติ ได้แก่ Life Span, Health Span, Wealth Span และ Joy Span จากข้อมูลพบว่า คนไทยมีช่องว่างระหว่างอายุขัย (Life Span) และช่วงเวลาการมีสุขภาพดี (Health Span) ห่างกันถึง 10-11 ปี ซึ่งหมายถึงการต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงก่อนเสียชีวิต เมืองไทยประกันชีวิตจึงได้ปรับทิศทางยุทธศาสตร์จากการเน้นย้ำเพียงการจ่ายค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย หรือ Sick Care มาเป็นการมุ่งเน้นการดูแลสุขภาวะเชิงป้องกัน หรือ Well Care เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยสามารถพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตในฐานะ "วัยอิสระ" ได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี
ทั้งนี้“Muang Thai Flexi Retire Series” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของแบบประกันบำนาญ ที่ถูกยกระดับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในมิติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเปิดตัวนวัตกรรมประกันชีวิตแบบบำนาญรุ่นใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่ม "วัยอิสระ" ได้มอบความยืดหยุ่นในการวางแผนทางการเงินสูงสุดครั้งแรกในประเทศไทย ผู้เอาประกันสามารถเลือกระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันได้ตามความสะดวก อาทิ การชำระเบี้ยครั้งเดียว, ชำระ 5 ปี หรือชำระต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี พร้อมทั้งสามารถเลือกกำหนดอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้ตั้งแต่ระดับอายุ 55 ปี, 60 ปี, 65 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งถือเป็นระดับอายุรับบำนาญที่สูงที่สุดในตลาด ณ ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ประกันบำนาญชุดนี้ยังถือเป็นกรมธรรม์แรกในไทยที่เปิดให้ผู้เอาประกันสามารถเปลี่ยนแปลงอายุเริ่มรับเงินบำนาญได้ในภายหลัง หากต้องการขยายระยะเวลาการทำงานต่อหรือต้องการเกษียณก่อนกำหนด โดยไม่ต้องกังวล ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม ไม่ต้องมีการพิจารณารับประกันภัยใหม่ นอกเหนือจากนี้ ผู้เอาประกันยังเลือกรับเงินบำนาญได้ทั้งรูปแบบรายปี หรือรายเดือน ตลอดจนเลือกรับเงินบำนาญแบบปรับขึ้นเป็นขั้นบันได (Step-up) เช่น 12%, 18% และ 21% เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามวัย พร้อมรับเงินบำนาญสูงขึ้นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ หรือลูกค้าสามารถเลือกรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30% และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 209,000 บาท หมดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเพราะเป็นแบบประกันภัยที่สามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีไม่ตรวจสุขภาพ
สำหรับแบบประกันภัย Muang Thai Flexi Retire Series ประกอบด้วย “เฟล็กซี่ รีไทร์ โปร 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) หรือ “เฟล็กซี่ รีไทร์ เน็กซ์ 90/1” ดี 55, 60, 65, 70 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) จ่ายเบี้ยครั้งเดียวเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5” ดี 55, 60, 65 บำนาญปรับได้ตามใจเลือกออกแบบการรับเงินบำนาญได้ตามไลฟ์สไตล์ “เฟล็กซี่ รีไทร์ 9055, 9060, 9065 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
“จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงินคือ การที่เมืองไทยประกันชีวิตได้หารือและได้รับการอนุมัติพิเศษจากกรมสรรพากร เพื่ออนุญาตให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกรับเงินบำนาญก้อนใหญ่ ณ วันเกษียณอายุได้ โดยไม่สูญเสียสิทธิ์ในการนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีประกันบำนาญสูงสุด 209,000 บาท ซึ่งถือเป็นการทลายข้อจำกัดเดิมของกรมธรรม์บำนาญในอดีต นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการอนุมัติกรมธรรม์ด้วยการใช้เกณฑ์การรับประกันภัยแบบการันตีอนุมัติ โดยผู้สมัครไม่ต้องตรวจสุขภาพและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถเข้าถึงการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณได้อย่างเท่าเทียมและก้าวข้ามข้อจำกัดด้านสุขภาพ” นายสาระ กล่าว
นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการสร้าง Longevity Ecosystem ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตร Senior Ecosystem ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เข้าถึง และเติมเต็มชีวิตให้มีความอุ่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) จำนวน 44 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ในการร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญของเมืองไทยประกันชีวิต ในกรณีที่เข้าใช้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ สามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญให้กับสถานบริการบ้านผู้สูงอายุที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์สะสมทรัพย์เร็ว ๆ นี้ อีกทั้งมีแผนงานที่จะทยอยเพิ่มจำนวนพันธมิตรให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะถัดไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการสร้างเครือข่ายสถานพยาบาล (Hospital Network) ที่บริษัทเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต การสร้างระบบนิเวศนี้จะช่วยรองรับการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบได้อย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการขออนุมัติหลักการเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินบำนาญ จากเดิมที่จะต้องโอนเงินเข้าบัญชีของผู้เอาประกันภัยเพียงอย่างเดียว ให้สามารถยิงเงินบำนาญตรงไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุหรือ Home Care ที่เป็นพันธมิตรได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวมุ่งหวังให้เงินออมบำนาญที่ผู้เอาประกันภัยสะสมมาตลอดชีวิตถูกนำไปใช้จ่ายตรงตามเจตนารมณ์ในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในวัยชราอย่างแท้จริง ซึ่งการขับเคลื่อนทั้งหมดนี้แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาระดับประเทศ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพ เพื่อให้คนไทยก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข
นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่หลากหลายจากพันธมิตร ครอบคลุมทั้ง โครงการที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่เพื่อผู้สูงวัยที่ยังกระฉับกระเฉง แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสะดวกสบาย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมพยาบาลและผู้ดูแลมืออาชีพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการดูแลด้านสุขภาพอย่างครบครัน บริการรถรับ-ส่งพร้อมผู้ดูแล สำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปพบแพทย์ เดินทางสะดวก ปลอดภัย อุ่นใจทุกเส้นทางด้วยทีมดูแลมืออาชีพ และโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้สบายใจใกล้ชิดครอบครัว
“เมืองไทยประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในการยกระดับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต การขับเคลื่อน Longevity Ecosystem ควบคู่กับการเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series และการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ครอบคลุมในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ แต่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวางแผนเกษียณที่แข็งแกร่ง เพื่อยืนหยัดเป็นหลักประกันอันมั่นคง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกยุคสมัย นอกจากนี้บริษัทได้ส่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจประเมินมาตรฐานความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยของสถานดูแลในเครือข่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เอาประกันและครอบครัว ทั้งนี้ กรมธรรม์ยังถูกออกแบบให้รองรับการสับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ โดยเปิดให้ผู้เอาประกันนำเงินบำนาญหรือเงินปันผลจากกรมธรรม์ไปชำระค่าบริการสถานดูแลผู้สูงวัยในเครือข่ายได้โดยตรง พร้อมทั้งมอบสิทธิประโยชน์พิเศษผ่านแอปพลิเคชัน MTL Click โดยไม่ต้องสะสมคะแนน" นายสาระ กล่าว
สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรและการพัฒนาบุคลากรนั้น บริษัทฯขอยืนยันจุดยืนในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG โดยมองเป็นภารกิจหลักขององค์กรมากกว่าการทำกิจกรรม CSR ทั่วไป ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 สำหรับสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน บริษัทได้เร่งดำเนินโครงการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling & Reskilling) ผ่านการจับมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไปสู่ระบบ Rotational Platform และการเรียนรู้แบบ Reverse Mentoring เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำ (Leadership Mindset) ทักษะการสื่อสาร ตลอดจนความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
“อายุเป็นเพียงตัวเลขทางชีววิทยาที่สามารถบริหารจัดการได้ (Chronological Age vs Biological Age) และเป้าหมายสูงสุดของเมืองไทยประกันชีวิตคือการสร้างรากฐานความมั่นคงให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ มีอิสระ และคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีในตนเองอย่างยั่งยืน”นายสาระ กล่าวในที่สุด