“อายิโนะโมะโต๊ะ” กางแผนปี’69 ผ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง 50% รุกหนักตลาด B2B-กลุ่มสุขภาพ รับเทรนด์ปี 2026 ปล่อยหมัดเด็ดโปรเจกต์ “คู่ร้าน” มัดใจร้านอาหาร-สตรีทฟู้ดล้านแห่งทั่วไทย
การตลาด-ไอที-ยานยนต์

“อายิโนะโมะโต๊ะ” กางแผนปี’69 ผ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง 50% รุกหนักตลาด B2B-กลุ่มสุขภาพ รับเทรนด์ปี 2026 ปล่อยหมัดเด็ดโปรเจกต์ “คู่ร้าน” มัดใจร้านอาหาร-สตรีทฟู้ดล้านแห่งทั่วไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประกาศสู้ศึกปี 2569 ยอมรับภาระน้ำมันฉุดต้นทุนพุ่งกระฉูดกว่า 50% แต่ยืนหยัดไม่ผลักภาระให้คนไทย พร้อมเปิดฉากทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ จากยักษ์ผงชูรสสู่ผู้นำ “โซลูชันอาหารและสุขภาพ” งัดเทคโนโลยี AminoScience และ AI วิเคราะห์อินไซต์ ลุยเปิดศึก B2B ปั้นโปรเจกต์ยักษ์ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” เข้าบุกยึดใจร้านอาหาร-สตรีทฟู้ดกว่า 1 ล้านแห่งทั่วประเทศ หวังเป็นฟันเฟืองใหม่ดันกลุ่มอาหารแช่แข็งและอาหารพร้อมทานพุ่งทะยานระดับ Double Digits โชว์รายได้ปี 68 เฉียด 3.42 หมื่นล้านบาท เติบโต 4.94% กวาดกำไรทะลุ 9,161 ล้านบาท โดยมี 3 แบรนด์ระดับแม่ทัพอย่าง “รสดี-ผงชูรส-เบอร์ดี้” ครองแชมป์เบอร์ 1 แน่นหนา ย้ำภาพความเป็นพันธมิตร Well-Being ที่คนไทยไว้วางใจมากที่สุด

 

มร.ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารงานของบริษัทฯในปี 2569 ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่ขยับตัวขึ้นกระทบต้นทุนการดำเนินงานอย่างน้อย 50% ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตและระบบขนส่งเพื่อลดภาระ และพยายามรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพสินค้ากับราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคเกินจำเป็น

ขณะที่ภาพรวมการเติบโตในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงให้น้ำหนักกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ โดยเฉพาะ "อาหารแช่แข็ง" และ "อาหารพร้อมรับประทาน" ที่คาดการณ์การเติบโตไว้ในระดับเลขสองหลัก (Double Digits) พร้อมสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์การทำงานในไทยกว่า 24 ปี ว่าความต้องการของผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทต้องใช้นวัตกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเข้ามาตอบโจทย์ที่ซับซ้อนนี้ เพื่อรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และส่งเสริมความเชื่อมั่นในระยะยาว

“ยอมรับว่าสถานการณ์ด้านต้นทุนที่มีการปรับตัวสูงขึ้นpอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระต้นทุนของบริษัทอย่างน้อย 50% ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งดำเนินการพัฒนาขบวนการผลิต (Process Improvement) รวมถึงการควบคุมต้นทุนในด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า เพื่อพยายามลดภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ให้ส่งผลกระทบไปถึงราคาสินค้าปลายทางมากจนเกินไป”มร.ซาโตชิ กล่าว

มร.ซาโตชิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมิติของการปรับราคาสินค้า บริษัทยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในมาตรฐานที่ผู้บริโภคยอมรับได้ โดยการพิจารณาปรับราคานั้นจะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้บริษัทสามารถจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยพยายามจะลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันและสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ของบริษัทฯนั้น จะมุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ผลิตเครื่องปรุงรส สู่การเป็นผู้นำในการสร้าง "โซลูชันเพื่อสุขภาพและโภชนาการ" ภายใต้แนวคิด "กินดี มีสุข” (Eat Well, Live Well) ของทุกคน ที่เชื่อมโยงความอร่อยเข้ากับสุขภาพที่ดีอย่างลงตัว

โดยในปี 2568-2569 นี้ บริษัทฯเตรียมรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงวัยและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าและคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว หัวใจสำคัญของการเติบโตในก้าวต่อไปคือการรุกตลาดธุรกิจขายสินค้าหรือบริการให้กับองค์กรธุรกิจด้วยกันเอง (Business-to-Business : B2B) ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” (Ajinomoto Koo Ran) คู่ร้านค้าขายดี พันธกิจใหม่ล่าสุด เพื่อเสริมศักยภาพ และสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร สตรีทฟู้ดไทย และพ่อครัว แม่ครัวทั่วประเทศ  ที่มีจำนวนกว่า 700,000 ถึง 1,000,000 แห่งทั่วประเทศ โดยบริษัทฯเล็งเห็นว่าร้านอาหารเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบและการรักษามาตรฐานรสชาติ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม "คู่ร้าน" จึงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเหมาะสม ช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ประหยัดเวลา และรักษารสชาติให้คงที่ทุกจาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างยั่งยืน เพราะ
ทุกวันนี้เกือบ 50% ของคนไทยซื้ออาหารพร้อมทานจากร้านอาหาร รวมถึงการนั่งทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี ตอกย้ำความสำคัญของธุรกิจอาหารต่อชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมอาหารของไทย

โดยอายิโนะโมะโต๊ะตั้งเป้าผลักดันให้ อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน เป็นพันธมิตรด้านโซลูชันอาหารอันดับแรกในใจ สำหรับเจ้าของร้านอาหารไทย พร้อมสนับสนุนร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวผ่านโซลูชันทางธุรกิจที่นำไปใช้ได้จริง รวมไปจนถึงการแบ่งปันความรู้ และการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนดิจิทัล ซึ่งจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมส่งมอบมื้ออาหารที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค

“จากการวิเคราะห์ทิศทางตลาด อายิโนะโมะโต๊ะพบว่าผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียง ‘ราคาที่ถูกที่สุด’ แต่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่า’(Value for Money) โดยยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นหากผลิตภัณฑ์นั้นดีต่อสุขภาพและตอบโจทย์คุณภาพชีวิต นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องความแข็งแรงของการเคลื่อนไหว พลังงานในการใช้ชีวิต และการชะลอวัย ซึ่งอายิโนะโมะโต๊ะได้นำนวัตกรรมกรดอะมิโนมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง”มร.ซาโตชิ กล่าว

มร.ซาโตชิ กล่าวต่อว่า ภารกิจของอายิโนะโมะโต๊ะที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาของชีวิตคนไทย โดยยึดถือหลักการสำคัญ 2 ประการ คือการสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้รับโภชนาการที่สมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนรสชาติความอร่อย (Nutrition without Compromising Taste) และการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัวผ่านความอบอุ่นของมื้ออาหาร โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ยอดนิยมอย่าง "รสดี" และ "เบอร์ดี้" เพื่อตอบรับกระแสการดูแลสุขภาพที่กลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน

ทั้งนี้จากข้อมูลจาก Innova Market Insights 2026* ระบุว่า ปัจจุบันมี 3 เทรนด์สำคัญที่กำลังหล่อหลอมพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกและในประเทศไทย ได้แก่:

-ความคุ้มค่าคุ้มราคา ผู้บริโภค 2 ใน 3 คนเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อสินค้าเป็นประจำ โดยมองหาความคุ้มค่าและคุณภาพที่ดี

-ความสมบูรณ์แข็งแรงและอายุที่ยืนยาว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสุขภาวะในระยะยาว ผ่านโภชนาการและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

-ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลา ความต้องการโซลูชันอาหารและเครื่องดื่มที่สะดวกสบาย ซึ่งได้รับการออกแบบ
ให้เหมาะกับโอกาส ไลฟ์สไตล์ และความต้องการทางอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงตลอดทั้งวัน

ทั้งนี้จากการนำเทรนด์อาหารมาพัฒนาร่วมกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค อายิโนะโมะโต๊ะได้เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจปี 2569 เพื่อสนับสนุนความ “กินดี มีสุข”ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ

1.เสริมสร้าง “กินดี (Eat Well)” ผ่านนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย “AminoScience”

-ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพเสริมพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งยกระดับโซลูชันด้านโภชนาการที่มอบทั้งรสชาติที่ยอดเยี่ยมและสุขภาพที่ดี

-นำ “AminoScience” มาใช้เพื่อปรับปรุงรสชาติให้อร่อย พร้อมทั้งสนับสนุนการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ Thailand Victory Project พร้อมสนับสนุนนักกีฬาไทยอย่างต่อเนื่องไปจนถึงการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ควบคู่ไปกับการขยายโปรแกรม Winning Meals จากนักกีฬาไปสู่ผู้บริโภคทั่วไป

-ส่งเสริมแคมเปญ Better Meal โดยร่วมมือกับพันธมิตรร้านอาหาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการมากขึ้น

2.เพิ่มประสบการณ์ “มีสุข" (Live Well)

-เติม “ความเพลิดเพลินสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค” ให้มากขึ้น โดยการขยายพอร์ตโฟลิโอ เพื่อตอบไลฟ์สไตล์และความชอบของผู้บริโภค คลิกโดนใจคนรุ่นใหม่ผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์

-ขยายธุรกิจอาหารแช่แข็งสำหรับครัวเรือนด้วยแบรนด์ อายิโนะโมะโต๊ะ อุไม เสิร์ฟอาหารแช่แข็งพร้อมทานสไตล์ญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ความสะดวกสบายของคนยุคใหม่ พร้อมยกระดับร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ ด้วยการเปิดตัวพันธกิจครั้งใหม่เคียงข้างผู้ประกอบการผ่าน อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน

-เชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านสุขภาวะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ด้วยการเปิดตัวนิทรรศการ Ajinomoto Amino Museum ที่ผสมผสานโภชนาการ ศิลปะ และประสบการณ์เสมือนจริงสำหรับผู้บริโภค

3.พัฒนาสู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งสุขภาพกายและใจ (Trusted Well-Being Partner)

-เดินหน้ายกระดับบริษัทให้เป็นมากกว่าผู้ผลิตอาหาร สู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้าน Well-being ในทุก ๆ วัน โดยการสนับสนุนสุขภาพ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค พร้อมทั้งร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านระบบนิเวศอาหารที่ดีต่อสุขภาพและโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้อายิโนะโมะโต๊ะได้ต่อยอดความแข็งแกร่งของกลุ่มสินค้า "Functional Food" โดยนำกรดอะมิโนมาเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาสินค้าเพื่อคนรักสุขภาพและนักกีฬา อาทิ:

-Amino VITAL: เจลพลังงานที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นและฟื้นฟูกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬา

-Amino Protein: เวย์โปรตีนในรูปแบบที่ดื่มง่าย ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในแต่ละวัน

-Amino Jelly: ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพผิวและความงาม

-Amino Morning: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารล่าสุดที่เน้นบำรุงการทำงานของดวงตาและสมอง ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อไตรมาสแรกของปี เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานหนัก

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม อายิโนะโมะโต๊ะเดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 4 ข้อปฏิบัติหลัก ได้แก่

1.Carbon Neutrality: มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนใน Scope 1 และ 2

2.Zero Waste: เพิ่มการใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ และลดการเกิดขยะผ่านกระบวนการเทคโนโลยีขั้นสูง

3.Food Loss & Waste Reduction: ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต

4.Sustainable Sourcing: จัดหาวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% โดยมีการร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการเข้าร่วมจาก 30% เป็น 50% ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ความสำเร็จของบริษัทฯที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของพนักงาน โดยในปี 2569 นี้ อายิโนะโมะโต๊ะได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน "Top Employers in Thailand" โดย WorkVenture ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ให้คุณค่ากับบุคลากร และสนับสนุนให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างภาคภูมิใจ

“อายิโนะโมะโต๊ะจะไม่หยุดเพียงแค่การเป็นผู้ขายสินค้า แต่จะเป็นผู้นำในการสร้าง ‘นิเวศอาหาร’(Food Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนทั้งนักกีฬาไทยผ่านโครงการ ‘Victory Project’ และประชาชนทั่วไปด้วยโซลูชันด้านอาหารที่เข้าถึงง่าย อร่อย และมีโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกช่วงเวลาของชีวิต“มร.ซาโตชิ กล่าว

มร.ซาโตชิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ของตน ได้เริ่มงานในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 24 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน และยังคงสัมผัสได้ถึงพลังการเติบโตของผู้บริโภคในประเทศไทย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือ "ความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะตัวมากขึ้น" (Diverse Needs) ของลูกค้าในปัจจุบัน สิ่งนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตต้องปรับตัว โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มให้ได้อย่างแม่นยำ

นอกจากการมุ่งเน้นด้านธุรกิจแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จุดเด่นที่สำคัญของธุรกิจอายิโนะโมะโต๊ะในไทยคือการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น (Local Sourcing) และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต (Life Sciences/Biotechnology) มาปรับใช้ในขบวนการผลิต

“บริษัทยังคงคาดหวังความชัดเจนจากปัจจัยบวกด้านนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและความมั่นใจของภาคประชาชนในการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยอายิโนะโมะโต๊ะยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือฐานรากที่แข็งแกร่งและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทในระดับสากล ทั้งในด้านบุคลากรและนวัตกรรม และเพื่อยกระดับบทบาทจาก ‘ธุรกิจอาหาร’ ไปสู่การเป็น ‘พันธมิตรด้านโซลูชันที่ผู้ประกอบการร้านอาหารไว้วางใจ’ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ตั้งแต่ผู้บริโภคและชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอาหารและพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่าน ‘AminoScience’ โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้คนไทยกินดีมีสุข ในทุกๆ วัน” มร.อุตากาวะ กล่าว

เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้ของอายิโนะโมะโต๊ะในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ "กาแฟ" (Birdy) ซึ่งทำตลาดมานานกว่า 30 ปี ยังคงเป็นส่วนแบ่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตในอนาคตที่บริษัทคาดหวังจะเห็นการขยายตัวในระดับเลขสองหลัก (Double Digits) คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

-กลุ่มอาหารแช่แข็ง (Frozen Food)

-กลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat)

-กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทมุ่งสู่ปี 2569

ทั้งนี้ในปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มีผลประกอบการกว่า 34,200 ล้านบาท เติบโต 4.94% มีกำไรสุทธิกว่า 9,161 ล้านบาท จากปี 2567 ที่ปิดรายได้รวมกว่า 32,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิกว่า 10,300 ล้านบาท หนุนการเติบโตด้วย 3 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ

1.รสดี - ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่เครื่องปรุงรส (ประมาณ 90%)

2.ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ - ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่ผงชูรส (ประมาณ 80%)

3.กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ - ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่กาแฟกระป๋อง (ประมาณ 50%)

 

 

 

 

 

You can share this post!