PSH รับมือวิกฤติ สั่งหั่นพอร์ต “ต่ำ 3 ล้าน”เหลือ 25% หนีตาย Reject Rate พุ่ง พลิกเกมรุก “วิลล่าหรู-เฮลธ์แคร์” ปั้น New S-Curve สู้ศึกอสังหาฯ ปี’69
อสังหาริมทรัพย์

PSH รับมือวิกฤติ สั่งหั่นพอร์ต “ต่ำ 3 ล้าน”เหลือ 25% หนีตาย Reject Rate พุ่ง พลิกเกมรุก “วิลล่าหรู-เฮลธ์แคร์” ปั้น New S-Curve สู้ศึกอสังหาฯ ปี’69

"พฤกษา" ประกาศยุทธศาสตร์รื้อโครงสร้าง Portfolio สั่งหั่นสัดส่วนคอนโดฯ-บ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เหลือเพียง 25% หลังเผชิญวิกฤตกำลังซื้อเปราะบาง ยอด Reject Rate พุ่งสูง พิษหนี้ครัวเรือนพ่นไฟ ทำยอดปฏิเสธสินเชื่อทะลัก 40%หันให้น้ำหนักกลุ่ม "กลาง-บน" พร้อมธุรกิจธุรกิจสร้างรายได้ระยะยาว ทั้งบริการ Healthcare คลังสินค้า เผยกลยุทธ์ "หนีตาย" รุกคืบเซกเมนต์ไฮเอนด์-รับสร้างบ้านหรู 20 ล้านบาท รักษากระแสเงินสด ทำกำไรท่ามกลางต้นทุนที่ขยับตัว 5-10% ล่าสุดผนึก "โรงพยาบาลวิมุต" ทรานส์ฟอร์มสู่ Healthcare Platform เต็มสูบ เปิดตัว Lifetime Well-Living สู่การเป็น Integrated Living & Healthcare Platform รายแรกของไทย ปักหมุดรายได้ปีนี้ 1.9 หมื่นล้าน

 

นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/2569 ว่า การแข่งขันด้านยอดขายยังมีสูงมาก ซึ่งบริษัทได้พยายามเร่งทั้งเปิดตัวโครงการใหม่ ที่ปีนี้ตั้งเป้าเปิดตัว 17 โครงการ และเร่งยอดขายในโครงการเก่าด้วย และพยายามลดการเปิดตัวที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลง ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาแล้วเหลือประมาณ 30% จากเดิมอยู่ที่ 35% และในปีนี้ตั้งเป้าที่จะลดสัดส่วนลงไปอีก 5% ซึ่งจะเหลือประมาณ 25% และปรับ Portfolio สู่เซกเมนต์ระดับกลาง-บน มากขึ้น ในฝั่งต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น พฤกษาฯใช้กลยุทธ์ "เร่งปิดโครงการ" ที่ใกล้จบเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าดูแลรักษา พร้อมทั้งบริหารจัดการหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง

“ที่ผ่านมาเราระวังในเรื่องนี้มาก ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ของที่อยู่อาศัยระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท และที่เราตั้งใจปรับลดสัดส่วนลงเป็นเพราะดีมานด์มากกว่า แต่ว่าเราค่อนข้างคอนโทรลในเรื่องการ Approved สินเชื่อค่อนข้างมาก ใช้ระบบ Bank Matching และ Pre-booking คัดกรองสถานะทางการเงินลูกค้าก่อนทำสัญญา เพื่อควบคุม Reject Rate ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ภาพรวมตลาดจะสูงถึง 30-40% ก็ตาม จึงค่อยให้ลูกค้าสามารถจองได้ ซึ่งในส่วนของสงครามราคานั้น ยอมรับว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน ก็พยายามดูในเรื่องของการบริหารต้นทุน โครงการไหนที่กำลังจะปิด ก็จะเร่งให้เร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ เพื่อให้ภาพรวมดีขึ้น ซึ่งในส่วนของพฤกษาฯเองก็ปรับตัวในเรื่องพอร์ตเป็นหลัก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาแล้ว โดยลดสัดส่วนเซกเมนต์ระดับล่างลง แต่ไปเพิ่มระดับกลาง-บน เพิ่มมากขึ้น”นางสาวปัทมา กล่าว

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมก่อสร้าง เพราะบริษัทฯมีธุรกิจก่อสร้างของตนเอง เมื่อภาพรวมตลาดอสังหาฯชะลอตัวลง ก็หันไปให้บริการลูกค้าภายนอกในรูปแบบธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการจากธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคหรือลูกค้าปลายทางโดยตรง(Business toConsumer : B2C) เช่น ไปรับสร้างบ้านให้กับลูกค้าภายนอก ภายใต้แบรนด์ "Plantnery by Pruksa" (แพลนท์เนอรี บาย พฤกษา) ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด (IHC) โดยเน้นเซกเมนต์ราคา 10-20 ล้านบาท (ไม่รับงานต่ำกว่า 10 ล้านบาท) โดยสามารถสร้างรายได้แล้วกว่า 1,480 ล้านบาท และมี Backlog รอทำสัญญาอีกกว่า 400 ล้านบาท โดยใช้จุดแข็งเรื่องเทคโนโลยี Precast และการคุมงานก่อสร้างที่แม่นยำเป็นจุดขาย

และเพื่อเป็นการสร้างสมดุลรายได้  ที่ผ่านมาพฤกษาฯยังได้ขยับเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ระยะยาว ด้วยการนำ Land Bank เดิมมาพัฒนาเป็นโครงการให้เช่า (Rental) อาทิ โครงการย่านรามอินทราและบางนา-ตราด (บางวิน) ซึ่งมียอดจองเต็ม 100% ภายในระยะเวลา  2 เดือน

นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการโมเดล "เช่าซื้อ" ในบางโครงการเพื่อรองรับลูกค้าที่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคาร ให้เช่าพักอาศัยก่อนเพื่อสร้างเครดิตก่อนโอนกรรมสิทธิ์อีกด้วย อีกทั้งยังเตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ Warehouse ในช่วงไตรมาส 3/2569 นี้ เพื่อเพิ่มรายได้ประจำ

นางสาวปัทมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบ้านสต็อกเดิม บริษัทฯจะยังคง "ตรึงราคา" ไว้ก่อนเพื่อช่วยผู้บริโภค ส่วนโครงการใหม่กำลังพิจารณาตามจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับราคาตามต้นทุนใหม่ แต่ปัจจุบันบริษัทบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้ดี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.5%

อย่างไรก็ตามทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง 2569 พฤกษาฯยืนยันเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ตามแผน ประมาณ 7 โครงการ โดยโฟกัสเฉพาะ Prime Location และแบรนด์ที่เป็นกลุ่มแนวราบราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป เช่น แบรนด์ Connect, Patio และคอนโดมิเนียมกลุ่ม Chapter  ส่วนรายได้รวมในปีนี้ ยังคงเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 18,000-19,000 ล้านบาท

นางสาวปัทมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดบริษัทฯได้ประกาศทิศทางใหม่ขององค์กร เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งสำคัญ ยกระดับจากผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็น Integrated Living & Healthcare Platform เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยในประเทศไทย  โดยการประกาศครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแคมเปญใหม่ แต่คือการสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับ ‘การมีสุขภาพดีในระยะยาว’ หันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สิ่งเหล่านี้กำลัง Redefine ความหมายของคำว่า “การอยู่อาศัย”

“บ้านในวันนี้ ไม่ใช่เพียง Physical Space แต่ต้องเป็น ‘Platform ของการใช้ชีวิตที่ดีในระยะยาว’ ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว พฤกษาจึงยกระดับบทบาทขององค์กร จาก Real Estate Developer สู่การเป็น Integrated Living & Healthcare Platform’ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด ‘Lifetime Well-Living’ ที่มุ่งสร้าง ‘ระบบนิเวศของการใช้ชีวิตที่ดี’ อย่างครบวงจร ด้วยการ สร้าง Ecosystem ที่เชื่อม ‘บ้าน’ และ ‘สุขภาพ’ อย่างไร้รอยต่อ” นางสาวปัทมา กล่าว

โดยหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือการเชื่อมโยง “การอยู่อาศัย” เข้ากับ “การดูแลสุขภาพ” ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

-Well Home - การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการใช้ชีวิตระยะยาว ด้วยแนวคิด Life-Design Function

-Well Care - ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการดูแลต่อเนื่อง

-Well Community - การสร้างสังคมคุณภาพ ผ่านกิจกรรม ความรู้ และประสบการณ์ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์

โดยสิ่งที่ทำให้พฤกษาฯแตกต่างที่แท้จริง: ไม่ใช่แค่ “มี” แต่คือ “เชื่อมได้” ความแตกต่างของพฤกษาฯ ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มฟังก์ชันในตัวบ้าน แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการเชื่อมระบบ” (Integration Capability) พฤกษาฯเป็นผู้เล่นรายเดียวในอุตสาหกรรมที่มีโรงพยาบาลในเครือ ทำให้สามารถผสานบริการสุขภาพเข้าสู่ประสบการณ์การอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) การดูแลโดย Family Doctor แพทย์เฉพาะทางประจำครอบครัว ไปจนถึง Well-Living Club ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Data, Service และ Community  เพื่อให้ลูกบ้านเข้าถึงทั้งความรู้ กิจกรรมด้านสุขภาพ และสิทธิประโยชน์จากบริการทางการแพทย์ในเครือ

การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการ Reposition องค์กร สู่การเป็นผู้นำในมิติใหม่ของการอยู่อาศัย จาก “บ้าน” สู่ “ระบบนิเวศของชีวิตที่ดี” ที่สามารถดูแลลูกค้าได้…ในทุกช่วงวัย

โดยมี 3 โครงการมาสเตอร์พีซ เป็นตัวแทนถ่ายทอดแนวคิด Lifetime Well-Livingผ่านคาแรกเตอร์ที่แตกต่างตามไลฟ์สไตล์ โดย เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8 นำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผ่าน Courtyard ที่เชื่อมแสง ลม และพื้นที่สีเขียว เพื่อยกระดับสุขภาวะของครอบครัว, เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1 นิยามใหม่ของคำว่าบ้านในเมือง ด้วยการออกแบบ Passive Design ที่มาพร้อม “สุขภาพดี” และบริการ Personal Wellness Lifestyle by ViMUT Hospital และ แชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์ การผสมผสานกับความเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งมุมมองและลมธรรมชาติ ช่วยลดความเครียด พร้อมสร้างบรรยากาศแบบ ‘Community of Friends’ เชื่อมโยงผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวจะถูกต่อยอดไปยังทุกโครงการของพฤกษา โดยปรับให้เหมาะกับแต่ละเซกเมนต์ เพื่อให้ลูกบ้านทุกคน “อยู่ดี…ทั้งชีวิต” ได้อย่างแท้จริง

 

นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH กล่าวว่า โจทย์สำคัญที่สุดของบริษัทฯ คือการทำให้ “Lifetime Well-Living” ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่ต้องกลายเป็นประสบการณ์ที่ลูกบ้าน “รู้สึกได้จริง” ในทุกวัน จึงแปลง Brand Promise ไปสู่ Customer Experience อย่างเป็นระบบ โดยนำ Well-Living เข้าไปอยู่ในทุก Touchpoint ทั้งในมิติของ Product ที่ออกแบบเพื่อสุขภาพ และบริการที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน พร้อมสร้าง Community ที่แข็งแรง เพื่อให้ความสุขไม่ใช่เรื่องที่ต้องค้นหา แต่เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้แล้วในบ้าน

แนวคิดนี้ยังได้สื่อสารผ่านแคมเปญ Beyond Technology. A new way of well-Living, redefined. สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างชีวิตที่ดี คือ ‘ระบบชีวิต’ ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่ต้นในบ้าน เช่น ระบบคุณภาพอากาศที่ฝังอยู่ในโครงสร้างบ้าน การออกแบบ Airflow การใช้ Landscape เพื่อช่วยฟอกอากาศ การมีแพทย์ดูแลคุณและครอบครัวอยู่ใกล้ ๆ สิ่งเหล่านี้คือ Invisible Value คุณค่าที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต และเป็นประสบการณ์ที่ลูกบ้านสัมผัสได้จริงในทุกวัน

ทั้งนี้ บริษัทฯยังได้ต่อยอดจุดแข็งที่มีธุรกิจเฮลธ์แคร์ในเครือ ยกระดับ Family Doctor แพทย์เฉพาะทางประจำครอบครัว สู่การดูแลแบบทีมผู้เชี่ยวชาญสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Care Expert) ที่รวมทีมแพทย์และบุคลากรการแพทย์หลากสาขาจากโรงพยาบาลในเครือวิมุต เข้ามาดูแลและให้คำปรึกษาลูกบ้านแบบครบวงจรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกบ้านได้สัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่สะดวก อบอุ่น “เหมือนมีหมออยู่ที่บ้าน” จริง ๆ

นอกจากนี้ บริษัทฯยังเดินหน้าสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีในทุกวันให้ลูกค้าในเครือ ผ่าน Exclusive Program ภายใต้ชื่อ “Well-Living Club” บน Line OA ที่เชื่อมลูกบ้านเข้ากับบริการสุขภาพ สิทธิประโยชน์ และ Community Experience ทั้งหมดไว้ในที่เดียว ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างในการเชื่อมโยงการอยู่อาศัยเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบไร้รอยต่อ พร้อมกับสิทธิพิเศษ ที่คัดสรรมาเพื่อความ “อยู่ดี...ทั้งชีวิต” อาทิ เอกสิทธิ์ด้านการอยู่อาศัยและสุขภาพแบบครบวงจร กิจกรรมออนไลน์เพื่อรับคะแนน สะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล และส่วนลดร้านค้าชั้นนำมากมายจากพันธมิตรทางธุรกิจ ครอบคลุม 6 หมวดสำคัญ เช่น 1) Home & Living 2) Health & Wellness 3) Dinning & Cafe 4) Shopping & Lifestyle 5) Hotel & Travel และ 6) Pet Hub ตอกย้ำเป้าหมายในการสร้าง “The Most Valuable Living Experience” เพื่อให้ความดูแลนั้นคงอยู่ต่อเนื่อง...ไม่ใช่แค่จบลงในวันโอนบ้าน

ทั้งนี้ ภายในงาน Pruksa Lifetime Well-Living : Beyond Technology. A new way of well-living, redefined.” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 - 10 พฤษภาคม 2569 ณ Central Park พฤกษาฯยังได้นำโครงการมาสเตอร์พีซ ได้แก่ เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8, เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1 และ แชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์ มาร่วมจัดแสดง พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท และ Exclusive Offer ภายในงานเท่านั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ “อยู่ดี…ทั้งชีวิต”

 

 

 

You can share this post!