“ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์” รับไม้ต่อสวมหมวกนายก ส.อาคารชุดไทย คนที่ 14 เผยสงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ อสังหาฯ ปี’69 เข้าขั้นวิกฤติ ต้นทุนดีดผู้รับเหมา “โดดหนีประมูล” จี้รัฐอัด “ยาแรง” ต่อลมหายใจก่อนตายหมู่
อสังหาริมทรัพย์

“ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์” รับไม้ต่อสวมหมวกนายก ส.อาคารชุดไทย คนที่ 14 เผยสงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ อสังหาฯ ปี’69 เข้าขั้นวิกฤติ ต้นทุนดีดผู้รับเหมา “โดดหนีประมูล” จี้รัฐอัด “ยาแรง” ต่อลมหายใจก่อนตายหมู่

“ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์”รับไม้ต่อ สวมหมวกนายกสมาคมอาคารชุดไทย คนที่ 14 เผยลุ้นระเบิดเวลาลูกใหญ่เขย่าวงการอสังหาฯ ปี 69 เมื่อ "ต้นทุนก่อสร้าง" พุ่งแรงแซงหน้ากำลังซื้อ บีบผู้รับเหมาใจเสาะสั่ง "เบรกประมูล" โครงการใหม่ เหตุแบกรับความเสี่ยง Fixed Price ไม่ไหว พร้อมส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง จี้รัฐบาลเร่งคลอดมาตรการ "ยาแรง" ขยายเพดานลดค่าโอน 7 ล้านบาท-ทุบกำแพง LTV ทิ้ง ก่อนมาตรการเดิมหมดอายุ 30 มิ.ย. นี้ ขณะที่ปัจจัยบวกหนึ่งเดียวคือดอกเบี้ยต่ำสุดในรอบทศวรรษและสัญญาณทะลักเข้าของเศรษฐีน้ำมันจากดูไบ-ซาอุฯ ที่มองไทยเป็นเซฟเฮาส์หนีไฟสงคราม

ผู้ประกอบการแบกต้นทุนอ่วม- Bidding เป็นอัมพาต ผู้รับเหมาถอยกรูด

นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปรีดา เรียลเอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย คนที่ 14 ที่เพิ่งได้รับการส่งไม้ต่อจากนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต อดีตนายกสมาคมอาคารชุดไทย คนที่ 13 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงต้นปี 2569 ตกอยู่ภายใต้ความผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงไตรมาสแรกหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในเวเนซุเอลาและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นจนกระทบต่อโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่ไม่กล้ารับงานในราคาคงที่ (Fixed Price) เนื่องจากความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างหลายรายเริ่มชะลอการประมูลโครงการใหม่ (Bidding) เพื่อรอดูทิศทางราคาต้นทุนในช่วงสิ้นปี 2569 นี้

“ภาพรวมปี 2569 ยังมีทิศทางไม่ค่อยดีหรือยังทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่ายและชะลอการตัดสินใจซื้อออก รวมถึงผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงสูงจากค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนัก ทำให้ผู้รับเหมาไม่กล้าประมูลงานเพราะกังวลเรื่องสภาพคล่องและส่วนต่างกำไร โดยจะเริ่มเห็นการชะลอการเปิดโครงการใหม่จำนวนมากเพื่อรอดูสถานการณ์ต้นทุนในช่วงสิ้นปี อีกทั้งธนาคารยังมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอีกด้วย”นายปิติพัฒน์ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯไตรมาส 2/2569 แม้ว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 โดยปัจจัยเร่งที่สำคัญคือ มาตรการรัฐที่จะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ครั้งใหญ่ แต่ปัจจัยบวกเดียวที่ยังพยุงตลาดไว้คืออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

“สมาคมฯ ย้ำเตือนผู้บริโภคที่มีความพร้อมให้เร่งตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้ ก่อนมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลชุดเดิมจะสิ้นสุดลง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต่ออายุมาตรการดังกล่าวหรือไม่”นายปิติพัฒน์ กล่าว

โอกาสในวิกฤติ-ทุนระดับ Ultra-Luxury ตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณทะลัก

นายปิติพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ยังมองเห็นโอกาสจากการที่ประเทศไทยวางตัวเป็นกลาง ส่งผลให้กลุ่มมหาเศรษฐีระดับ Ultra-Luxury จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) และซาอุดีอาระเบีย เริ่มย้ายฐานการลงทุนและมองหาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมากขึ้น หลังมีกระแสข่าว UAE เตรียมถอนตัวจากองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC) ยิ่งสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มทุนเหล่านี้สนใจโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง (Land Bridge) ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อเชื่อมฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย มากขึ้นด้วย เพื่อตั้งคลังน้ำมันและโลจิสติกส์ ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนอสังหาฯ ในระยะกลางและระยะยาว

กระทุ้งรัฐคลอดมาตรการ "ยาแรง" ต่ออายุลดค่าโอน-ปลดล็อก LTV

ทั้งนี้เพื่อให้ภาคอสังหาฯ ซึ่งเป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยรวมสูงถึง 8-10% ให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมอาคารชุดไทย ได้ร่วมกับสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ในยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐในหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.มาตรการค่าธรรมเนียม: ขอให้ปรับเกณฑ์การลดค่าธรรมเนียมโอน 0.01% ให้ครอบคลุมบ้านระดับราคาเกิน 7 ล้านบาท โดยให้สิทธิลดหย่อนใน 7 ล้านบาทแรก เพื่อกระตุ้นกลุ่มกำลังซื้อระดับบน

2.มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ( Loan to Value : LTV): โดยขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาผ่อนปรนมาตรการ LTV ต่อไปอีก 1 ปี พร้อมเสนอแนวคิด "รวมหนี้" (Debt Consolidation) โดยนำหนี้รายย่อย เช่น บัตรเครดิตหรือค่างวดรถ เข้ามารวมในสินเชื่อบ้านที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพื่อแก้ปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่พุ่งสูงเกิน 50-70%

3.การอัดฉีดสภาพคล่อง: เสนอให้รัฐบาลอัดฉีด Soft Loan ผ่านธนาคารหลัก เช่น ที่ผ่านมาเคยผ่านธนาคารออมสิน และกระจายไปยังธนาคารพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของสินเชื่อ ที่เดิมกระจุกตัวอยู่ในธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ส่งผลให้ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีความลังเลในการปล่อยสินเชื่อบ้านและมีการลดสัดส่วนสินเชื่อประเภทดังกล่าวลง

4.สิทธิการเช่า (Leasehold): อยากให้ภาครัฐผลักดันการขยายสิทธิเช่าทรัพย์อิงสิทธิจาก 30 ปี เป็น 60 ปี เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มีความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว แต่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้เข้าไปเจรจากับอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งได้มีการรับทราบ และได้มีการเปิดเผยในเบื้องต้นว่าอาจจะขยายระยะเวลาได้ประมาณ 50 ปี แต่ทั้งนี้ต้องรอมติอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เสียก่อน

จี้ล้างบางแก้ปม EIA-หนุนนโยบาย “ชัชชาติ”พัฒนาเมือง

นอกจากมาตรการทางการเงิน สมาคมฯ ยังเรียกร้องให้มีการจัดทำมาตรฐานการพิจารณาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Code of Conduct) ที่ชัดเจน หลังพบปัญหามาตรฐานการพิจารณาของ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) แต่ละชุดมีความลักลั่นและกำหนดเงื่อนไขนอกเหนือข้อกฎหมาย เช่น มาตรฐานที่จอดรถ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงการ ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการบานปลาย เป็นต้น

ในด้านการพัฒนาเมือง สมาคมฯ แสดงความชื่นชมต่อนโยบาย "เส้นเลือดฝอย" ของ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน(กทม.) ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าลงดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองน่าอยู่ระดับสากลอีกด้วย

You can share this post!