บิ๊กลลิล พร็อพเพอร์ตี้ฯ เขย่าขวัญตลาดอสังหาฯ รับปี 69 ชี้ชนวนสงครามตะวันออกกลางไม่ใช่แค่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือเกมยุทธศาสตร์ “ดอลลาร์” ที่ลากโลกสู่ความเสี่ยง ผวาเหตุการณ์บานปลาย ทุบเศรษฐกิจพังยับ ลั่นหมดเวลาสต๊อกเก่า เตรียมรับแรงกระแทกต้นทุนใหม่ดันราคาบ้านพุ่งไตรมาส 4 นี้ จับตาปรากฏการณ์ “อสังหาฯ ถอดใจ” หลังพบกว่า 22 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จมขาดทุน จ่อพาเหรดประกาศขายกิจการหนีหนี้ ด้าน “ลลิล” ชูคัมภีร์ LEAN องค์กร-หนี้ต่ำ สวมบทมวยอึดล็อกต้นทุนสู้ พร้อมรุกทำเลทอง “บางนา-เทพารักษ์”รับดีมานด์จริง เปิดตัว “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์(2)” มูลค่า 1,200 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมองว่า เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยากต่อการคาดเดาว่าจะสิ้นสุดลงในทิศทางใด โดยในปี 2569 นี้ จะเริ่มเห็นผลกระทบต่อราคาบ้านอย่างชัดเจน โดยในช่วงระยะเวลา 3-6 เดือนนี้ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงมีสินค้าในสต๊อกเก่าที่สามารถนำออกมาเสนอขายได้ ซึ่งในส่วนของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ฯนั้น มีนโยบายที่จะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์แต่จะเน้นการประคองตัวด้วยการขายสินค้าจากสต๊อกเดิมไปก่อน จึงคาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จะเริ่มเห็นการปรับตัวของราคาบ้านที่อาจสูงขึ้นตามต้นทุนใหม่
“การประเมินสถานการณ์ในระยะสั้นเพียงไม่กี่เดือนนั้นยังไม่สามารถตัดสินทุกอย่างได้ทันที เพราะหากตลาดอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินคือขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละองค์กรว่าใครจะมีความเก่งกาจหรือมีความอดทนได้มากกว่ากัน แต่ในส่วนของลลิลฯมีลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบมวยตั้งรับที่มีความอดทนสูง ไม่ใช่ประเภทมวยบุกที่เน้นการจู่โจมอย่างรุนแรง ความทนทานในที่นี้หมายถึงการที่บริษัทมีภาระหนี้สินในระดับที่น้อยมาก ทำให้เรามีความมั่นคงและไม่สั่นคลอนได้ง่ายเมื่อเทียบกับองค์กรที่เน้นการขยายตัวด้วยการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก เมื่อเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางตั้งแต่วันแรก ผมได้เรียกประชุมฝ่ายจัดซื้อและคณะกรรมการบริษัททันทีเพื่อทำการล็อกราคาต้นทุนสินค้าไปจนถึงสิ้นปี และบริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยการปรับปรุงองค์กรให้มีความคล่องตัวหรือการ LEAN องค์กรมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มทำในช่วงที่เกิดวิกฤติ เราให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและการบริหารจัดการสต็อกสินค้าไม่ให้มีปริมาณมากจนเกินไป โดยใช้ระบบที่เน้นการหมุนเวียนสินค้าเก่าออกไปก่อน ซึ่งสต๊อกสินค้าที่มีอยู่ปัจจุบันสามารถรองรับการดำเนินงานไปได้จนถึงสิ้นปี”นายไชยยันต์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์สงครามนั้น ไม่ควรมองไปถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก แต่หากพิจารณาในด้านของระยะเวลา หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3-6 เดือน และราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดความเสียหายอย่างหนัก มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินเกมเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินดอลลาร์ เนื่องจากสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะที่สูงมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หากเงินดอลลาร์อ่อนแอลงจะส่งผลกระทบต่อสถานะของประเทศอย่างรุนแรง ดังนั้นสงครามจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและสามารถออกพันธบัตรใหม่ได้
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช่น กรณีของอิหร่าน มองว่าเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการบางอย่าง ซึ่งอิหร่านเองก็มีโครงสร้างการปกครองที่เข้มแข็งและผูกติดกับความเชื่อทางศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ทำให้การแทรกแซงจากภายนอกทำได้ยากกว่ามิติทางการเมืองทั่วไป หากสถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นสงครามศาสนาจะกลายเป็นวิกฤติที่รุนแรงต่อโลกเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วทุกฝ่ายย่อมตระหนักถึงความสูญเสียและไม่อยากให้สถานการณ์ไปถึงจุดที่ต้องทำลายล้างกันด้วยอาวุธรุนแรง
นายไชยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองกลับมาที่การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทย หากได้รัฐบาลที่ขาดความเชี่ยวชาญหรือฝักใฝ่ขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป อาจตกอยู่ในสถานะประเทศที่เป็นรัฐกันชนและเผชิญกับความเสี่ยงไม่ต่างจากสถานการณ์ในประเทศยูเครน ในโลกปัจจุบันความแข็งแกร่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ต่างจากยุคโบราณที่ผู้ที่แข็งแรงกว่ามักจะใช้อำนาจกดดันประเทศที่อ่อนแอ
สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 นี้ จะเริ่มเห็นบริษัทที่ไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้และเริ่มมีการเสนอขายกิจการกันมากขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวนมากที่ประสบภาวะขาดทุนแล้วประมาณ 22 บริษัท จากทั้งหมดกว่า 40 บริษัท และเจ้าของกิจการบางรายเริ่มรู้สึกท้อถอยจนตัดสินใจจะประกาศขายกิจการ ซึ่งมีทั้งบริษัทรายใหญ่และรายกลาง ซึ่งมองว่าการดำเนินธุรกิจนั้นมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งสำคัญคือการบริหารงานอย่างรอบคอบโดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ควบคุมระดับหนี้สินไม่ให้เกินความสามารถของตนเอง และต้องรู้จักถอยเพื่อรักษาความคล่องตัวเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น แม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ไม่มากนัก แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านอาหารและการท่องเที่ยว รวมถึงสถาบันการเงินที่ยังมีความมั่นคง หากธุรกิจใดสามารถปรับตัวและตัดสินใจจัดการกับทรัพย์สินของตนเองได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้

ด้าน นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทฯยังคงเดินหน้าตามแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4-6 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์บ้านแนวราบราคา 2-12 ล้านบาท ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์(2)” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Prestige บนทำเลที่มีศักยภาพสูง “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มุ่งสร้างบ้านที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และความคุ้มค่าในระยะยาว โดยเชื่อว่าบางนา-เทพารักษ์เป็นทำเลที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยสนับสนุนมูลค่าของที่อยู่อาศัยในอนาคต

โครงการ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์(2)”ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 34 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม รวม 305 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้เปิดขายเฟส 1 ในรูปแบบของทาวน์โฮม ขนาด 17.6-20 ตารางวา จำนวน 30 ยูนิต ขณะนี้ใกล้ปิดการขายแล้ว และเตรียมขายเฟส 2 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวาขึ้นไป ราคา 4-8 ล้านบาท และบ้านแฝด ขนาด 35 ตารางวาขึ้นไป ราคา 2-3 ล้าบาทขึ้นไป
ทั้งนี้ ทำเลบางนา-เทพารักษ์ ในปัจจุบันได้รับการยกระดับให้เป็น Strategic Growth Hub จากการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง และโครงการ LRT ในอนาคต รวมถึงถนนสายหลัก ทางด่วน และถนนวงแหวนที่เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาคารสำนักงาน และการเชื่อมโยงกับพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกลายเป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน

ในด้านความโดดเด่นของโครงการ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา–เทพารักษ์(2)” นั้น ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Flexible Function Design ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงเป็นหัวใจหลัก โดยพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานที่รวมบ้านหลากหลายประเภทไว้ภายในพื้นที่เดียวกัน ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแนวคิดใหม่ และทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ” เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงชีวิต พร้อมรักษาเอกภาพด้านดีไซน์และภาพลักษณ์ของโครงการในระดับ Prestige อย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านในโครงการ คือการจัดสรรพื้นที่ให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงาน การอยู่อาศัยของครอบครัวขยาย และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงวัย พร้อมกันนี้ยังมีการผสานแนวคิด Smart Living ผ่านการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบต่างๆ อาทิ การรองรับ EV Charger ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ระบบระบายอากาศภายในบ้าน รวมถึงองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของเมืองและพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต ด้วยการผสานระหว่างดีไซน์ ฟังก์ชัน และการวางแผนพื้นที่ใช้สอยอย่างรอบด้าน โครงการจึงสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติ พร้อมรองรับกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ First Home ไปจนถึงกลุ่ม Upgrader และครอบครัวที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพ โดยอาศัยจุดแข็งจากการรวมกันของทำเล คุณภาพการพัฒนา และฟังก์ชันที่ออกแบบจากความเข้าใจผู้บริโภค ทำให้โครงการสามารถตอบรับกำลังซื้อในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” เชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของย่านบางนา-เทพารักษ์ และสะท้อนแนวคิดของบริษัทฯ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าในระยะยาว ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและศักยภาพของทำเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบัน ‘ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา–เทพารักษ์(2)’ จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยยุคใหม่ ที่ผสานทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน และศักยภาพของทำเลเข้าด้วยกันอย่างสมดุล พร้อมตอกย้ำแนวคิด ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าในอนาคตให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ” นายชูรัชฏ์ กล่าวในที่สุด