ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.96 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาท/ดอลลาร์ รอประเมินนโยบายการเงินของ FED และการสู้รบในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.96 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.79 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.78-33.00 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ ตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด หลังใกล้ครบกำหนด 5 วัน ที่สหรัฐฯ เลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าของอิหร่าน อีกทั้ง การเจรจาเพื่อหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีพัฒนาการหรือแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่อย่างใด โดยความกังวลดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้น ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ที่ราว 52% ส่วนบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ชะลอลงบ้าง แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด และแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารอังกฤษ (BOE)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อาจกดดันให้ เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงทดสอบ หรือ ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ โดยเฉพาะหากครบกำหนด 5 วัน ที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้สั่งให้ กองทัพสหรัฐฯ เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน
โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งต้องเห็นปฏิบัติการทางทหารจากฝั่งสหรัฐฯ และการตอบโต้กลับจากฝั่งอิหร่านที่หนักหน่วง โดยภาพดังกล่าว อาจเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ทดสอบจุดสูงสุดก่อนหน้าแถวโซน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังว่า FED จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงหนักได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีนี้ นั้น เรามองว่า อาจต้องจับตา ท่าทีของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก เนื่องจากหากตลาดกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น และอาจพอชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะคล้ายกับในช่วงหลังรับรู้ ข้อความของประธานาธิบดี Donald Trump บน Truth Social ที่ให้ความคาดหวังต่อการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ส่วนเงินบาทอาจสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาท/ดอลลาร์