“กลุ่มดุสิต”พร้อมเปิดศึกชิงเค้ก “อัลตร้าลักชัวรี”สยบดราม่ากรรมสิทธิ์ มั่นใจนักลงทุนซื้อคอนโดฯ Leasehold “ดุสิต อจารา หัวหิน” ราคาต่ำกว่าตลาด-Yield พุ่งแรงสวนกระแส Freehold ทุบสถิติผลตอบแทน 9%
อสังหาริมทรัพย์

“กลุ่มดุสิต”พร้อมเปิดศึกชิงเค้ก “อัลตร้าลักชัวรี”สยบดราม่ากรรมสิทธิ์ มั่นใจนักลงทุนซื้อคอนโดฯ Leasehold “ดุสิต อจารา หัวหิน” ราคาต่ำกว่าตลาด-Yield พุ่งแรงสวนกระแส Freehold ทุบสถิติผลตอบแทน 9%

“ดุสิต อจารา หัวหิน” สร้างมาตรฐานใหม่เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ด้วย “Sustainable Well-Being” โชว์ 7 มุมมองวิเคราะห์เจาะลึกบนพื้นที่ศักยภาพหัวหิน ด้วยเลนส์ผู้นำระดับสูงขององค์กรทั้ง เอสซีจี (SCG), ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ,อาร์คิเทคทูรา (Arkitektura) ,สถาปนิก 49 (A49) ,พี แลนด์สเคป (P Landscape) และการบริการจาก โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน (Dusit Thani Hua Hin) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการระดับลักชัวรีตอบโจทย์แนวคิด Multi-generational Living & Pet Friendly ผ่านแคมเปญ "Behind Dusit Ajara: Commitment in Action” ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง พร้อมฉายศักยภาพพื้นที่หัวหินที่มีการพัฒนาและเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการรูปแบบ Branded Residences ที่จำนวนซัปพลายมีจำกัดแต่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณภาพและโอกาสในการลงทุนระยะยาวด้วย Yield สูงถึง 7–9%

นางสาวละเอียด โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิต เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการระดับโลก โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการผ่านการผสมผสานความหรูหราเข้ากับความเป็นไทยอย่างมีเอกลักษณ์ ล่าสุดได้นำความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบ Branded Residences โดยความสำเร็จของโครงการ The Residences at Dusit Central Park ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตในการขยายสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Well-Being Living ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและใจ รวมถึงการสร้างสังคมที่ดีสำหรับทุกช่วงวัย ทุกเจเนอเรชัน และการอยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยง (Multi-generational Living & Pet Friendly) 

สำหรับโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” (Dusit Ajara Hua Hin) ซึ่งเป็นสนามโปโลเดิม ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เดิมคือ “ดุสิต รีสอร์ท แอนด์ โปโลคลับ” (Dusit Resort & Polo Club) จำนวน 20 ไร่ จากที่เหลือประมาณ 40 ไร่ มาพัฒนาโครงการดังกล่าว เป็นโครงการแบบ Leasehold หรือการเช่าแบบระยะยาว 30 + 30 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ในรูปแบบ Low Rise, Low Density ประกอบไปด้วย 7 อาคาร แบ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น จำนวน 4 อาคาร และอาคาร 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร รวมทั้งสิ้น 96 ยูนิต โดยยูนิตจะมีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาด 70 - 90 ตารางเมตร 2 ห้องนอน ขนาด 120 - 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอน ขนาด 250 ตารางเมตร และเพนท์เฮาส์ ซึ่งในทุกอาคารได้ออกแบบให้บริเวณยูนิตชั้น 1 มีพื้นที่สวนสีเขียวส่วนตัว ขนาด 25 - 35 ตารางเมตร สำหรับราคาขายตั้งแต่ 14-60 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 220,000-230,000 บาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมาได้ผ่านการอนุมัติการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทฯจะเดินหน้าด้านการขายอย่างเต็มที่ คาดว่าทั้งปี 2569 นี้ จะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 20-30%ด้านการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571

สำหรับโครงการในครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยแบบ “Sustainable Well-Being” ทั้งในมิติของคุณภาพการอยู่อาศัย และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ผ่านการนำเสนอใน 7 มิติสำคัญ โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งล้วนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านประกอบด้วย เอสซีจี (SCG) ด้านความยั่งยืน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ด้านศักยภาพตลาดและการลงทุน อาร์คิเทคทูรา (Arkitektura) ด้านการออกแบบ Fully Furnished Residences ผ่านแบรนด์ Caracole บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) และบริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด (PLA) ที่ร่วมออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ให้สอดประสานกันอย่างลงตัว รวมถึง โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน (Dusit Thani Hua Hin) ที่นำเอกลักษณ์การบริการระดับ 5 ดาวมาสู่การอยู่อาศัย การผสานความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย แต่ยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเชื่อมั่นของตลาดในด้านการลงทุนโครงการระดับอัลตร้าลักชัวรี่

“ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทั้ง 7 มิติ ที่ร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของหัวหินผ่านโครงการ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ ซึ่งมุ่งยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยสู่แนวคิด ‘Sustainable Well-Being’ เพื่อสร้างสมดุลที่ยั่งยืน ทั้งในด้านคุณภาพชีวิตและความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ปัจจุบัน โครงการฯ ได้ดำเนินการก่อสร้าง Sales Gallery แล้วเสร็จ พร้อมให้เยี่ยมชมที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ขณะเดียวกัน โครงการยังได้รับการอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นที่เรียบร้อย และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบประมาณปี พ.ศ. 2571 โครงการนี้จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของดุสิตในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับรูปแบบการอยู่อาศัยในหัวหินสู่มาตรฐานใหม่ในระยะยาว” นางสาวละเอียด กล่าว

นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง ที่ผ่านมา เอสซีจี อาจเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาวัสดุก่อสร้าง แต่ในปัจจุบัน เราได้ขยายบทบาทสู่การพัฒนาโซลูชันที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านพื้นที่ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ สำหรับโครงการนี้ เราได้นำมาตรฐาน Fitwel ซึ่งพัฒนาโดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ประเทศสหรัฐอเมริกา มาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบ ภายใต้แนวทาง “Fitwel: Low Rise Residential” ซึ่งนับเป็นโครงการแรกในเอเชีย Fitwel เป็นมาตรฐานที่เน้นการออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกวัน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งหมายความว่าที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สวยงาม แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังคัดเลือกวัสดุและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ฉลาก ‘SCG Green Choice’ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดของเสียในกระบวนการผลิตและการใช้งาน แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการผสานทั้งในด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสุขภาวะที่ดี (Well-being) เข้าด้วยกันอย่างสมดุล นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในระยะยาวของอาคาร ทั้งในด้านการใช้พลังงาน การจัดการทรัพยากร และการดูแลรักษา เพื่อให้โครงการสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงองค์ประกอบเสริม แต่เป็นรากฐานที่ถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรก เพื่อสร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และอนาคตของเมือง

 

สำหรับ นางสาวอาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงศักยภาพของหัวหินและโอกาสในการลงทุนภายใต้โครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน ว่า ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพการใช้ชีวิตในทุกวัน” มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของ Branded Residences โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Branded Residence มากที่สุดใน APAC ภาพรวมตลาด Branded Residences ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย เนื่องจากสามารถมอบทั้งความมั่นใจในคุณภาพ การบริการ และการบริหารจัดการในระยะยาว สำหรับโครงการ ดุสิต อจารา หัวหิน ยังมอบอีกความความแตกต่างที่สำคัญ นอกเหนือจากดีไซน์ที่หรูหราและการบริการระดับโลก นั่นคือแนวคิดการออกแบบที่ครอบคลุมถึงมาตรฐานคุณภาพชีวิตในทุกมิติของการอยู่อาศัย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ในด้านของซัปพลาย (อ้างถึงศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์) 

โดย ณ สิ้นปี 2568 พบว่าไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ ทำให้เกิดความสมดุลของซัพพลายในตลาดที่อยู่อาศัย และเมื่อเจาะไปที่โครงการรูปแบบ Branded Residences จะเห็นได้ว่าจำนวนซัปพลายมีจำกัดแต่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Gross Yield) อยู่ในระดับ 7-9% นอกจากนี้ หัวหินยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาว หรือบ้านหลังที่สอง โดยได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสู่การเป็น Smart City อาทิ การพัฒนาสนามบินหัวหินเพื่อรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่ช่วยลดปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 และทำให้การเดินทางสู่หัวหิน-ชะอำสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ไม่เป็นเพียงโครงการระดับลักชัวรี่ แต่ยังเป็นการยกระดับโครงการสู่การเป็น Legacy ที่สร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมมอบความคุ้มค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ครอบครอง

 

นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการระดับภูมิภาค โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน กล่าวว่า สำหรับดุสิต อจารา หัวหิน ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เราอยู่ร่วมกับพื้นที่มายาวนานกว่า 30 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ต้อนรับทั้งแขกคนไทยและผู้เข้าพักจากหลากหลายประเทศ รวมถึงครอบครัวที่เดินทางกลับมาเยือนซ้ำอย่างต่อเนื่องในหลายเจเนอเรชัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ของหัวหินในฐานะสถานที่ที่ผู้คนไม่ได้เพียงมาเยือน แต่เลือกที่จะกลับมาใช้เวลาและใช้ชีวิต และด้วยทำเลที่ตั้งที่มีหน้าหาดส่วนตัวยาวถึง 400 เมตรที่ยาวและเงียบสงบ ผสานกับการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำให้โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เติบโตเคียงคู่กับการเปลี่ยนแปลงของเมือง และเข้าใจถึงความต้องการของผู้คนที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

โดยสำหรับโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ได้พัฒนาบนพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรม ซึ่งเดิมคือ “ดุสิต รีสอร์ท แอนด์ โปโลคลับ” (Dusit Resort & Polo Club) สนามโปโลที่เคยเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และถูกนำมาต่อยอดสู่การเป็นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โครงการนี้จึงเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์ด้าน Hospitality สู่การอยู่อาศัย โดยนำเอกลักษณ์ของ Gracious Hospitality ที่สั่งสมมากกว่า 75 ปี มาผสานเข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อมอบความสะดวกสบาย ความใส่ใจในรายละเอียด และความต่อเนื่องของการบริการในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังมีการดูแลด้านการบริการและการบริหารการปล่อยเช่า เพื่อสร้างความคุ้มค่าและความอุ่นใจให้กับลูกบ้าน การมาถึงของโครงการนี้ ยังเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับพื้นที่แห่งนี้ ในฐานะโครงการมิกซ์ยูสบนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ ที่สามารถรองรับทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน และที่สำคัญ ดุสิต อจารา หัวหิน คือการสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของหัวหิน จากสถานที่พักผ่อน สู่การเป็นสถานที่สำหรับการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

 

สำหรับการออกแบบโครงการได้ร่วมมือกับ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด โดย นายสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ทุกโครงการเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ สำหรับ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ตั้งคำถามสำคัญว่า สถาปัตยกรรมควรตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คนในหัวหินอย่างไร เพราะหัวหินไม่ใช่บริบทของเมืองใหญ่ แต่เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งในด้านภูมิอากาศ ธรรมชาติ และจังหวะการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายมากกว่า ความท้าทายของการออกแบบจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความเปิดโล่งกับการปกป้องจากสภาพอากาศ ทั้งแสงแดดและลม รวมถึงการออกแบบให้เกิดความรู้สึกของการเข้าถึง (arrival experience) ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 20 ไร่ และจำนวนเพียง 96 ยูนิต ทำให้ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยความหนาแน่น แต่สามารถออกแบบพื้นที่ได้อย่างมีความต่อเนื่อง โปร่งโล่ง และให้ความรู้สึกสบายอย่างเป็นธรรมชาติ การออกแบบจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการวางทิศทางอาคารเพื่อรับลม การเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมโดยลดความร้อนสะสม รวมถึงการสร้างพื้นที่รอยต่อระหว่างภายในและภายนอกที่มีร่มเงาและใช้งานได้จริง ในด้านการวางผัง ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ทั้งในเรื่องของการสัญจรที่ชัดเจน การจัดสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม และการเชื่อมต่อพื้นที่ตั้งแต่จุดเข้าโครงการไปจนถึงพื้นที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ มองว่าสถาปัตยกรรมที่ดีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่ต้องสามารถรองรับการใช้งานได้จริง สะดวกสบาย และอยู่ได้ในระยะยาว สุดท้าย สถาปัตยกรรมของโครงการนี้ไม่ได้ตั้งอยู่เพียงลำพัง แต่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อสร้างความรู้สึกของความเปิดโล่ง การเชื่อมต่อ และความกลมกลืนในภาพรวมของโครงการ โดยการจัดวางอาคารคำนึงถึงทั้งมุมมอง ความเป็นส่วนตัว และความสมดุลของพื้นที่โดยรวม เพราะในท้ายที่สุด สถาปัตยกรรมคือสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในทุกวัน

โจทย์ความท้าทายในการออกแบบพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 60% หรือ “Bridging Oasis” บนพื้นที่โครงการฯ ซึ่งทาง นางสาวหทัย รจนาศรีไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ภูมิทัศน์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม แต่เป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิต ที่ส่งผลต่อทั้งการเคลื่อนไหว ความรู้สึก และประสบการณ์ในแต่ละวันของผู้อยู่อาศัย โดยตั้งแต่เริ่มต้น แนวคิดของบริษัทฯคือการสร้าง “Bridging Oasis” หรือโอเอซิสที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียว แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในได้ ความท้าทายของการออกแบบในระดับนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่คือการทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายและใช้งานได้จริงในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงทั้งบริบทของหัวหิน การเติบโตของธรรมชาติ ความยั่งยืน และการรองรับการใช้งานของผู้อยู่อาศัยในทุกช่วงวัย ภูมิทัศน์จึงถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของผังโครงการ ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมในการกำหนดการสัญจร สร้างพื้นที่กลางแจ้งที่ร่มรื่น และช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ทั้งในด้านอุณหภูมิและความสบายโดยรวม

ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งถือเป็นหัวใจของโครงการ ได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ Courtyard Area ที่เชื่อมโยงอาคารทั้งหมดเข้าด้วยกัน พื้นที่สนามหญ้าใต้ร่มไม้ใหญ่ พร้อม Mini Amphitheater สำหรับการทำกิจกรรม ไปจนถึง Jogging Track และ Covered Walkway ที่เชื่อมต่อทุกอาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่สำหรับเด็กที่ออกแบบตามหลักพัฒนาการ และพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่สระว่ายน้ำในรูปแบบ Loop Pool ที่ผสานฟังก์ชันหลากหลาย ทั้งเพื่อการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบาๆ หรือในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของ “โอเอซิส” ไม่ได้อยู่เพียงในเชิงกายภาพ แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน พื้นที่นี้ถูกออกแบบเพื่อสร้างความสงบ ความผ่อนคลาย และความรู้สึกของการเชื่อมโยง ทั้งกับธรรมชาติ คนรอบข้าง และตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภูมิทัศน์ที่ดี ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตและรู้สึกได้ในทุกวัน

 

ด้าน นายสมชัย อัครวิทยาภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์คิเทคทูรา จำกัด กล่าวว่า ได้ร่วมงานกับกลุ่มดุสิตมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันคือความสอดคล้องในแนวคิด โดย Arkitektura ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความประณีต สะท้อนความงามแบบ Timeless ที่สามารถอยู่ได้ในระยะยาวเอกลักษณ์ของแบรนด์คือการยกระดับสไตล์ Minimal ให้มีความชัดเจนและมีเอกลักษณ์ ผ่านการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และวัสดุคุณภาพสูง การจัดวางพื้นที่อย่างโปร่งโล่ง และการสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความคลาสสิก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของดุสิตในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกาลเวลา สำหรับโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” ทุกยูนิตได้รับการออกแบบให้เป็น Fully Furnished Residences ที่พร้อมสำหรับการอยู่อาศัยตั้งแต่วันแรก โดยมีการคัดสรรองค์ประกอบทุกส่วนอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ วัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดของการใช้งาน เพื่อให้ทุกอย่างมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกันในทุกมิติ การร่วมมือกับแบรนด์ Caracole ซึ่งเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับลักชัวรี่จากสหรัฐอเมริกา ช่วยเติมเต็มแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความเรียบหรูแบบ “Relaxed Luxury” ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายผ่านการออกแบบที่เรียบง่ายและประณีตผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัย ผ่านงานฝีมือที่ประณีตและรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบ ทั้งหมดนี้ช่วยลดความซับซ้อนให้กับผู้ซื้อ และสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ พร้อมให้เริ่มต้นการใช้ชีวิตได้ทันที โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพและความสอดคล้องในภาพรวมของโครงการได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ การออกแบบยังคำนึงถึงการใช้งานจริงในระยะยาว เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และรู้สึกถึงความลงตัวของพื้นที่ในทุกวัน ทุกองค์ประกอบจึงถูกออกแบบให้พร้อม เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการอยู่อาศัยสามารถเริ่มต้นได้ทันที

 

 

You can share this post!