ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจปี 69 เข้าขั้น "ตกหลุมอากาศ" ครั้งใหญ่ ชี้มรสุมภูมิรัฐศาสตร์-ส่งออกทรุด-สงครามค่ายรถ EV ทำแรงงานไทยระส่ำ วอนรัฐบาลและแบงก์ชาติผนึกกำลังผ่าตัด "หนี้ครัวเรือน" 89% ก่อนกำลังซื้อดับสนิท ย้ำภาคอสังหาฯ ไม่ใช่ของเล่น ยุคนี้ใครหนี้สูงเตรียมม้วนเสื่อ เผยทางรอดเดียวคือ "Survival with Quality" เลิกเน้นปริมาณ หันมายิงกระสุนให้เข้าเป้า ชูจุดแข็งสถานะการเงินแกร่ง-หนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม มั่นใจส่ง "บ้านหรู-ฟังก์ชัน Agile" สยบตลาดหดตัว 17% พร้อมกางแผนเปิด 4- 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ยึดหัวหาดหัวเมืองท่องเที่ยว-เขต BOI ตั้งเป้ากวาดรายได้ 3,350 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ว่า กำลังตกอยู่ในภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญนิยามว่าเป็นการ "ตกหลุมอากาศ" ครั้งใหญ่ ผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจโลกที่อึมครึม ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง และความผันผวนในตลาดทุนทั่วโลก ส่งผลให้ภาคส่งออกซึ่งเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังคงถูกกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องปรับตัวอย่างรุนแรงเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้
อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันถือเป็นปัจจัยลบหลักที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศไทย โดยสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง World Bank และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต่างปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยลงมาเหลือเพียง 1.5% - 1.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ที่อยู่ในสภาวะ "ทรงกับทรุด" ทำให้การส่งออกซึ่งครองสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP ไทยต้องเหนื่อยหนัก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศยังไม่รวย ส่งผลให้กำลังซื้อในระยะยาวมีความน่ากังวล

อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบ Supply Chain และภาคการจ้างงานในวงกว้าง เนื่องจากการผลิตรถ EV ใช้ชิ้นส่วนลดลงมหาศาลจาก 2,000 ชิ้นเหลือเพียง 80 ชิ้น และส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า ทำให้ SME และแรงงานไทยในอุตสาหกรรมเดิมสูญเสียรายได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมี "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" จากอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ ๆ เช่น Data Center ที่ไทยกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนระดับโลก เนื่องจากสิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มมีข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงความหวังในการดึงดูดแม่เหล็กใหม่อย่าง "ดิสนีย์แลนด์" มาลงในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งจะช่วยสร้าง New S-Curve ให้กับการท่องเที่ยวและกระตุ้นอสังหาฯ
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น "Derived Demand" หรือความต้องการต่อเนื่องที่จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจภาพรวมดีเท่านั้น เมื่อ GDP ของประเทศโตไม่ถึง 2% โอกาสที่อสังหาฯ จะเติบโตแบบก้าวกระโดดจึงเป็นเรื่องยาก กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการในปีนี้คือการรักษาเสถียรภาพ การควบคุมหนี้ไม่ให้เกินตัว และการ "Lean" องค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในส่วนของการตลาดต้องเน้นความแม่นยำสูง "ยิงกระสุนที่มีจำกัดให้เข้าเป้า" โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า (Quality over Quantity), ท่ามกลางความหวังว่าอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับลดลงจะช่วยเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดกลับมาฟื้นตัวได้ช้า ๆ ในระยะถัดไป
“มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณร้อยละ 2.6 - 3.3 อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 นี้”นายไชยยันต์ กล่าว
ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าในปี 2568 โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละ 2 จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ

นายไชยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมในปี 2568 มีการหดตัวไปกว่าร้อยละ 17 จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ โดยภาพรวมสำหรับปี 2569 นี้ คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ ในส่วนของ Supply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการ Oversupply โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน บริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้มองว่าปี 2569 นี้ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ซึ่งบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ และไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด ทั้งนี้ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วางกรอบการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม และการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่

1.การดีไซน์สินค้าและนวัตกรรม ที่เน้นความแตกต่างและตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่ยั่งยืน โดยยังคงยึดดีไซน์แบบ French Colonial เป็นเรือธงหลักเนื่องจากได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดจากลูกค้า พร้อมเสริมด้วยฟังก์ชัน Flexible Room ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ หรือห้องทำงานสำหรับการทำงานที่บ้าน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมรักษ์โลก เช่น การติดตั้งโซล่าเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลาง และจุดชาร์จ EV
2.แผนการตลาดที่เน้นประสบการณ์และดิจิทัล (Experience Marketing) โดยปัจจุบันลูกค้าเข้าถึงสื่อออนไลน์มากกว่า 60-70% บริษัทฯ จึงใช้ทีมดิจิทัลภายใน (In-house) เพื่อวิเคราะห์ Big Data และ Customer Insight ในการเจาะกลุ่มลูกค้าให้ตรงเป้าหมายผ่านช่องทาง Social Media ทุกแพลตฟอร์ม
3.การปรับตัวสู่ Agile Organization เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน นำระบบ IT เข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการแม่นยำและรวดเร็วขึ้น พร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน

ด้านแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และ ลลิล กรีนวิลล์ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมที่ผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และการใช้งานจริงอย่างลงตัว โดยบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำแนวคิดแบบบ้านในสไตล์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ส่งผลให้แบบบ้าน French Colonial กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ และสะท้อนภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและการออกแบบของโครงการในสายตาผู้บริโภค
สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 - 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่

“ในด้านทำเลที่ดิน บริษัทฯ เน้นการทดแทนโครงการที่จบไป (Replacement) และขยายสู่จังหวัดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่ที่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ไหลเข้าจากการสนับสนุนของภาครัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยปัจจุบันมี 5 แบรนด์หลักครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับราคา 2 ล้านบาท ไปจนถึง 12 ล้านบาท เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า Real Demand อย่างแท้จริง”นายชูรัชฏ์ กล่าว
นายชูรัชฏ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงถึง 89% ซึ่งถือเป็น "พลังแผ่นดิน" ที่กำลังป่วยและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังจากทั้งรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อ และต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”นายชูรัชฏ์ กล่าวในที่สุด