"ศุภาลัย"กางโรดแมป Year of Strength ฝ่าสนามจริง 4 โจทย์ท้าทาย ปี 2026 เปิดแผนผุด 28 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ผนึกพันธมิตรรุกคลังสินค้าดึงทุนจีน-ลุยอสังหาฯออสเตรเลีย ปั๊มยอด 4.5 หมื่นล้าน
อสังหาริมทรัพย์

"ศุภาลัย"กางโรดแมป Year of Strength ฝ่าสนามจริง 4 โจทย์ท้าทาย ปี 2026 เปิดแผนผุด 28 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน ผนึกพันธมิตรรุกคลังสินค้าดึงทุนจีน-ลุยอสังหาฯออสเตรเลีย ปั๊มยอด 4.5 หมื่นล้าน

ศุภาลัย เปิดเกมรุกฆาตปี 69 ประกาศก้องคือปีแห่ง “Year of Strength” 4 โจทย์ยาก ใน"สนามจริง“ ของทุกธุรกิจ ชี้ชัดตลาดอสังหาฯ ถึงจุดต่ำสุด ได้เวลาปลาใหญ่กินปลาเล็ก กางพอร์ตสินทรัพย์แสนล้านรับช่วง "Consolidate" รายย่อยสายป่านสั้นพ่ายพิษหุ้นกู้ มั่นใจฐานะการเงินแกร่ง-ดอกเบี้ยต่ำเป็นอาวุธสำคัญ สั่งลุย 3 เสาหลักโตยั่งยืน กางแผนเปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่า 35,000ล้านบาท พร้อมแตกไลน์ผนึกพันธมิตรจีนในฮ่องกง รุกธุรกิจคลังสินค้าดึงทุนจีนปักหมุดชลบุรี มูลค่า 1,600 ล้านบาท มั่นใจยอดจองเต็ม 100% ด้านตลาดออสเตรเลียโตพุ่ง 370% รับอานิสงส์รัฐบาลช่วยดาวน์แค่ 5% มั่นใจยอดขายรวมทั้งกลุ่มแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท

 

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน  โดยมี 4 โจทย์ยาก ใน"สนามจริง“ ของทุกธุรกิจในปี 2569 ได้แก่

1.เศรษฐกิจยังเติบโตได้แม้ชะลอลง ที่ 1.5% จากปี 2568 อยู่ที่ 2.2%

2.ดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย ซึ่งในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.25%จากปี 2568 อยู่ที่ 2.25%

3.เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง ลดแรงกดดันราคา ซึ่งปีนี้ต่ำกว่า 0.3% จากปี 2568 อยู่ที่ 2.25%

4,หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยังอยู่ในระดับสูง  ที่ประมาณ 86-87% จากปี 2568 ที่ 86.8%

จากปัจจัยดังกล่าวทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัทฯ “ต้องแม่น” กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้าการพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

“แม้สภาพเศรษฐกิจในปี 2569 จะถูกมองว่าท้าทาย แต่เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว สถานการณ์ในปัจจุบันยังมีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.25% ในขณะที่ช่วงต้มยำกุ้งพุ่งสูงถึง 13-27%),, อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในตลาดหายไปเกือบครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยมีการซื้อขายบ้านเฉลี่ย 100,000 หลังต่อปี เหลือเพียงประมาณ 50,000 หลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ”ดร.ประทีป กล่าว

โดยในปี 2569 ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000ล้านบาท* แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท* ขณะเดียวกันบริษัทฯตั้งเป้ารายได้รวมทั้ง 2 ประเทศที่ 37,500 ล้านบาท*โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท* โดยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.ประทีป กล่าวต่อว่า ในปี 2569 นี้ ศุภาลัยฯ จะเติบโต แข็งแรง และยั่งยืน ภายใต้ 3 เสาหลัก คือ

1.เพิ่มโครงการ ด้วยการเปิดตัวโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ ขยายทำเลตามดีมานด์ เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ขายได้ไว-บริหารสต๊อกรวดเร็ว

2.หลากหลายทำเล /สินค้า โดยมีแลนด์แบงก์พร้อมเปิดตามจังหวะตลาด สามารถกระจายทำเล-ระดับราคา ครอบคลุมทุกดีมานด์

3.พัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยการยกระดับแบบบ้าน/ฟังก์ชัน,มาตรฐานงานก่อสร้าง/เสริมทีม/เครื่องมือขาย เพื่อส่งเสริมการขายได้ดีขึ้น

“สุดท้ายลูกค้าตัดสินใจจากความมั่นใจ” ดร.ประทีป กล่าวพร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะยืนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้า มาตรฐานก่อสร้าง และบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึก ‘สบายใจ’ ตั้งแต่ตัดสินใจซื้อ ‘มั่นใจ’ เมื่อเข้าอยู่ และบอกต่อได้จริง โดยภาพรวมสะท้อนทิศทางแบรนด์ปี 2569 Supalai Inspire Aesthetics of Life ที่มุ่งออกแบบคุณภาพชีวิตซึ่งมั่นใจได้ตั้งแต่วันแรกและยืนระยะอยู่ได้นาน”ดร.ประทีป กล่าว

ร.ประทีป กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 นี้ ถือว่าเป็นปีแห่งความแข็งแกร่ง หรือ "Year of Strength" ตลาดอสังหาฯ ถึงจุดต่ำสุดและการควบรวมของรายใหญ่ หลังจากผ่านพ้นปี 2568  ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการหดตัวของตลาด โดยในปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หดตัวลงเหลือเพียงประมาณ 51,000 ยูนิต เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองที่เคยสูงถึง 100,000 ยูนิตโดยเชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต จากข้อมูลระบุว่า สัญญาณในปี 2569 บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงการ ควบรวม (Consolidate) เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยบางรายเริ่มประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและไม่สามารถชำระคืนหุ้นกู้ได้ ส่งผลให้เป็นโอกาสของรายใหญ่อย่างศุภาลัยในการขยายส่วนแบ่งตลาด

ดังนั้นในปีนี้จึแตกไลน์ธุรกิจเพื่อสร้างรายได้จากการเช่าเพิ่มเติม ด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มทุนจีนที่จดทะเบียนบริษัทในฮ่องกง คือ “AU GROUP” ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมา ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสอีเอ กรุ๊ป จำกัด โดยศุภาลัย ถือหุ้น 51% และกลุ่มทุนจีนถือหุ้น 49% ตามกฎหมาย เพื่อรุกตลาด คลังสินค้าและโลจิสติกส์ (Warehouse)มุ่งเน้นกลุ่มนักลงทุนชาวจีน 100%  ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่ผลิตอุตสาหกรรมขนาดเบา เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ ส่งออกประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ยอดจองเต็มหมดเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทมีที่ดินรองรับแล้ว ที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งจะเริ่มการก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,600 ล้านบาท

 

ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความแข็งแกร่ง หลังจากผ่านพ้นปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการหดตัวของตลาด โดยเชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่บริษัทฯ ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในศักยภาพขององค์กร-กระบวนการทำงานรวมไปถึงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ และพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต ทำให้ปี 2569 จะเป็น Year of Strength ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม

สำหรับปี 2569 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ เป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท ,มูลค่าโครงการเปิดตัวใหม่ 35,000 ล้านบาท และตั้งงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพอร์ตโครงการ พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ–ปริมณฑลและภูมิภาค แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 23 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท และคอนโดฯ 5 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท มากกว่าปี 2568 ที่เปิดตัวเพียง 22 โครงการ รวมมูลค่า 29,470 ล้านบาท (แผนเดิมประกาศเปิดตัวทั้งหมด 36 โครงการ รวมมูลค่า 46,000 ล้านบาท) ลดลงจากแผนเดิมไป 14 โครงการ และมีบางโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวจากปี 2568 ที่ผ่านมา มาเปิดตัวในปี 2569โดยบริหารพอร์ตให้สมดุลระหว่างโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8โครงการ และในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” และ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3” พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 2568 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ 15,000 ล้านบาท* โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ “สมดุล” และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัทฯ ในระยะยาว

ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน มองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยระบบการทำงานที่สามารถติดตาม วัดผล และปรับตัวได้จริง เพื่อรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2569 บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาการทำงานในรูปแบบ Data Driven ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ “The Data Frontier” หรือศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร(Central Brain) พร้อมวางกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์  ขณะเดียวกันศุภาลัยยังนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน “SABAI” โดยเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่กว่า 35 ฟีเจอร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของศุภาลัยในการพัฒนานวัตกรรมและบริการดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา

ทิศทางการขับเคลื่อนของศุภาลัยในปี 2569 ไม่ได้สะท้อนเพียงผ่านตัวเลขและแผนธุรกิจ แต่ต่อยอดด้วยแนวคิด Sustainability Driven ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ Driven for Tomorrow ภายใต้กรอบแนวคิดเติบโตโดยไม่สร้างต้นทุนให้อนาคต โดยคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม ผู้อยู่อาศัย ผู้มีส่วนได้เสีย และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง ส่งมอบ ไปจนถึงการบริหารโครงการ

ในเชิงปฏิบัติ ศุภาลัยดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบโครงการให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง (Comprehensive Design), Waste Management, Smart Energy, การเลือกใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่แผนระยะยาวด้าน Green Operations และการใช้พลังงานสะอาด โดยวางโรดแมปสู่ปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

 

ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) หรือ SPALI กล่าวถึงแผนการลงทุนในประเทศออสเตรเลีย ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลกลางของประเทศออสเตรเลียได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลบวกต่อทิศทางตลาดในปี 2569 และปี 2570อย่างมีนัยสำคัญ

เริ่มต้นจากนโยบายในเดือนตุลาคม ปี 2568 ที่รัฐบาลกลางออสเตรเลียได้ปรับเกณฑ์การวางเงินดาวน์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยวางเงินดาวน์เพียง 5% จากเดิมที่ต้องวางสูงถึง 20% โดยในส่วนของเงินดาวน์ที่เหลืออีก 15% นั้น รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระในการค้ำประกันให้ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นแม้จะมีเงินออมไม่สูงมากนัก

นอกจากนี้ ในเดือนมกราคม ปี 2569 รัฐบาลได้ยกระดับความช่วยเหลือผ่านนโยบายการเข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วม (Shared Equity) กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

-สำหรับที่อยู่อาศัยใหม่: รัฐบาลจะเข้าร่วมถือกรรมสิทธิ์ในสัดส่วนสูงถึง 40%

-สำหรับที่อยู่อาศัยมือสอง (เก่า): รัฐบาลจะเข้าร่วมถือกรรมสิทธิ์ในสัดส่วน 30%

กลไกของนโยบายนี้คือ ผู้ซื้อจะผ่อนชำระค่างวดกับสถาบันการเงินตามส่วนที่ตนเองถือครองจนหมดก่อน หลังจากนั้นจึงจะเริ่มผ่อนชำระในส่วนที่เหลือให้กับรัฐบาลต่อ ซึ่งช่วยลดภาระการผ่อนต่อเดือนในช่วงแรกได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจากทั้ง 2 นโยบายหลักที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนตลอดทั้งปี 2026 และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ถือเป็นโมเดลที่น่าจับตามองในแง่ของการใช้มาตรการรัฐเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

สำหรับแผนการลงทุนของศุภาลัยฯในประเทศออสเตรเลีย ปี 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่นอีก 1 โครงการ ในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) และในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งสิ้น  15,000 ล้านบาท และเป้ารายได้ 10,500 ล้านบาท

 

***หมายเหตุ ตัวเลขจากประเทศออสเตรเลียเป็นมูลค่าเทียบเงินบาท (THB-Equivalent) สามารถเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยน

และตัวเลขจากประเทศออสเตรเลียทั้งหมดคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย

You can share this post!