สยามเฮลท์ กรุ๊ป ประกาศศักดาแบรนด์ไทยบนเวทีโลก กางแผนปี 69 ขยายอาณาจักร “เดนทิสเต้” สู่ 35 ประเทศ เล็งบุกอเมริกา-ละติน-แอฟริกาเต็มสูบ พร้อมปรับกลยุทธ์จ้าง OEM เกาหลี-ญี่ปุ่น คุมคุณภาพระดับพรีเมียม ตั้งเป้ากวาดรายได้ต่างประเทศพุ่ง 90% ภายใน 7 ปี พร้อมเดินหน้าทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วย “Lisa Impact” ดึงซูเปอร์สตาร์ระดับโลกนั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ปีที่ 4 ต่อเนื่อง เตรียมส่งไอเทมลับ 10 คอลเลกชันพิเศษให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี 69 พร้อมเปิดตัว “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026“นวัตกรรมใหม่ 10-in-1 ยาสีฟันหลอดทองสูตรดีที่สุด หวังกดตัวเลขฟันผุคนไทย มั่นใจดันแบรนด์ไทยขึ้นแท่นผู้นำพรีเมียมอันดับ 1 ในเอเชียภายในปีหน้า

เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในประเทศไทย “เดนทิสเต้” เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ในปี 2569 ว่าตลาดรวมจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5-10% ส่วนตลาดพรีเมียมจะมีอัตราการเติบโตที่ 15% ส่วนในปี 2568 ที่ผ่านมา เดนทิสเต้ สามารถรุกขยายตลาดต่างประเทศไปทั่วโลกรวม 27 ประเทศ และในปี 2569 นี้ มีแผนจะขยายให้ได้ 30-35 ประเทศ โดยสนใจที่จะเข้าไปทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความท้าทายเป็นอย่างมาก รวมไปถึงกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ที่ประชากรส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารที่มีรสชาติจัด และแอฟริกา นอกจากนี้ยังให้ความสนใจที่จะไปทำตลาดในประเทศเม็กซิโกด้วย โดยตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 7 ปีนับจากนี้ บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้จากการทำตลาดในต่างประเทศมากถึง 90% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50%
และมีแผนที่จะผลิต ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในโรงงานที่ต่างประเทศ ในรูปแบบของ การจ้างโรงงานในท้องถิ่นผลิตสินค้าให้กับบริษัท( (Original Equipment Manufacturer : OEM) จากก่อนหน้านี้เคยจ้างโรงงานที่ประเทศเยอรมนี ผลิตสินค้ามาแล้ว โดยขณะนี้สนใจที่จะเข้าไปทำการผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ในรูปแบบ OEM เช่นกัน
“ส่วนการที่บริษัทดึง “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ส่งผลให้แบนสินค้าระดับพรีเมียมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ สาเหตุที่เลือกใช้ลิซ่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพราะมองว่าเป็นคนไทยด้วยกัน แล้วจะซัพพอร์ตลิซ่าไปอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความเป็นพรีเมียม และความมั่นใจคล้ายๆกับผม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยถามลิซ่าว่า ทำไมถึงประสบความสำเร็จ ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นคนมีความมั่นใจ และ ไม่ยอมแพ้ (Never give up) จึงเป็นสาเหตุที่ใช้ลิซ่า เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว“เภสัชกร ดร.แสงสุข กล่าว

ด้าน นายศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดนทิสเต้ เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Premium Oral Care ของไทยที่เติบโตไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก บริษัทฯมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับผู้คนผ่าน Innovation ต่างๆ เพื่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดี มีรอยยิ้มที่มั่นใจ และลมหายใจหอมสดชื่น โดยมีจำหน่ายใน 27 ประเทศทั่วโลก
สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น จากปี 2567 ประมาณ 6-7% เนื่องจากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว ซึ่งตลาดแมสเดนทิสเต้เติบโตต่อเนื่อง มีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 10%
ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมโดยรวมในปี 2568 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีการเติบโต 10% จากปี 2567 เนื่องจากการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเดนทิสเต้ครองความเป็นที่ 1 และผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในประเทศไทยอย่างแข็งแรง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ 30% และเติบโตมากกว่าตลาด โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 สูงถึง 20% ซึ่งเดนทิสเต้เติบโตในระดับนี้ทุกปี
ความสำเร็จของเดนทิสเต้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดจากการเติบโตด้านนวัตกรรมต่างๆ โดยมีผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ รีมิน (Dentiste' Remin) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเซรั่มฟันที่มีเทคโนโลยี BioMin® F จากประเทศอังกฤษ ช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟู และปกป้องเคลือบฟัน โดยการเติมแร่ธาตุกลับเข้าไปในผิวฟัน ช่วยลดอาการเสียวฟัน ป้องกันฟันผุ เสริมความแข็งแรงให้ฟัน และทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมให้มีการเติบโตสูง เนื่องจากคนไทยมีปัญหาเสียวฟันทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก เดนทิสเต้ยังต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร (holistic care) นอกจากการแก้ปัญหากลิ่นปากโดยเฉพาะแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งปัญหากลิ่นปากกับฟันผุ และเสียวฟัน เช่น Dentiste' Remin, Dentiste' Repaire, และยาสีฟัน Dentiste' Whitening Purple เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“คนไทย คนเอเชีย และคนทั้งโลกมีความต้องการที่คล้ายกัน คือ อยากได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น เปลี่ยนเป็นสู่เทรนด์ Premiumization มากขึ้น โดยนวัตกรรมของเดนทิสเต้ ได้ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะคนไทยพบว่ามีฟันผุถึงกว่า 96% ซึ่งเดนทิสเต้ อยากจะลดตัวเลขดังกล่าวให้เหลือ 85% ดังนั้นในช่วงปี 2567-2568 จึงได้ร่วมกับกรมอนามัยในการจัดแคมเปญแจกผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมา เรามุ่งสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย โดยมีแคมเปญแจกผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ แม็กซ์ ให้กับกรมอนามัย และคลินิกทั่วประเทศ ผมอยากเชิญชวนคลินิกที่สนใจมาร่วมแคมเปญกับเรา รับยาสีฟันฟรี เพื่อร่วมมือโปรโมทการป้องกันฟันผุด้วยเดนทิสเต้ แม็กซ์ที่มีฟลูออไรด์ 1500 ppm ขนาด 10 กรัม ซึ่งแจกไปกว่าหนึ่งล้านหลอดในปี 2568 และยังแจกยาสีฟันฟรีผ่านคลินิกที่ร่วมแคมเปญอย่างต่อเนื่องในปี 2569 นอกจากนี้ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล‘ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้สร้าง ’Lisa Impact‘ผลกระทบที่ดีให้กับแฟนคลับ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์เดนทิสเต้”นายศิวกร กล่าว
นายศิวกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ เดนทิสเต้มุ่งตอกย้ำการเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม ผ่านกลยุทธ์หลักในการยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกด้าน การรุกตลาดยาสีฟันระดับพรีเมียมในภูมิภาคอาเซียน และความร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์อันดับหนึ่งอย่างลิซ่า-ลลิษา มโนบาล อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ เป็นปีที่ลิซ่ากลับมาเปิดตัวยาสีฟันเดนทิสเต้ สูตรใหม่ “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” เป็นปีที่ 4 และมาแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปากครบวงจร เป็นการร่วมมือเป็นพันธมิตร 4 ปีแห่งความเชื่อมั่นในคุณภาพของเดนทิสเต้ และลิซ่าก็ยังใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มมั่นใจไปสู่คนรุ่นใหม่และครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างเหนียวแน่น โดย 3 กลยุทธ์ที่เดนทิสเต้ จะดำเนินการในปี 2569 คือ

กลยุทธ์ที่ 1: ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค (Premium Market Leadership & Innovation)
เดนทิสเต้ชี้ว่า อินไซด์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่เพียงฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 หลอดสีทอง สูตรที่ดีที่สุดของเดนทิสเต้ ดูแลครบจบปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก เช่น เลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ดูแลช่องปากอย่างเข้มข้นนานถึง 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm มีจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ราคา 165 บาท และขนาด 100 กรัม ราคา 275 บาท “เซรั่มฟันรีมิน” (DENTISTE’ Remin Biomin Tooth Serum)มีจำหน่ายในขนาด 15 กรัม ราคา 395 บาท และ “เดนทิสเต้ รีแพร์” (DENTISTE’ Repaire-ReX 3 Tooth Serum) ขนาด 70 กรัม ราคา 860 บาท สามารถซื้อได้ที่ทุกห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ช่องทางออนไลน์
นอกจากนี้ ลิซ่ายังเปิดตัว เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากระหว่างวัน เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกวัน
กลยุทธ์ที่ 2: เจาะจงและรุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ (Regional Market Penetration)
เดนทิสเต้วางกลยุทธ์รุกตลาดอาเซียนในปี 2569 ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยมีประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ โดยทั้ง 3 ประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีความชื่นชอบศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์

กลยุทธ์ที่ 3: สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า-ลลิษา มโนบาล (Collaboration with LISA)
“ผมขอขอบคุณลิซ่าที่จับมือกับเดนทิสเต้ ทำให้คนไทยมีสุขภาพฟันที่ดี มีรอยยิ้มสดใส และมีความมั่นใจในเดนทิสเต้ตลอด 3 ปีที่ผ่านแคมเปญและกิจกรรมดีๆ อย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณคนไทยที่เชื่อมั่นเดนทิสเต้มาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกจนปัจจุบัน เราสัญญาว่า จะดูแลสุขภาพช่องปาก มอบนวัตกรรมดีๆ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย เดนทิสเต้ เป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตสู่การเป็น Global brand เช่นเดียวกับ ลิซ่า ซึ่งเป็นศิลปินคนไทยที่ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เรามี DNA เดียวกันในการสร้างแบรนด์พรีเมียมสู่เวทีระดับโลก”นายศิวกร กล่าว
ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับลิซ่าเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ” ที่มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปาก และสื่อสาร “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจของลิซ่าไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปาก ด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z
สำหรับประเทศไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ลิซ่า เป็นตัวแทนรอยยิ้มและสุขภาพที่ดี โดยที่ลิซ่าจะมาแนะนำผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช ซึ่งจะสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญซื้อยาสีฟันแถมแปรงสีฟัน พร้อมเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชันพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทมไว้ให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี 2569
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการ Connect เชื่อมความผูกพันของผู้คนด้วยความมั่นใจ เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและดีเยี่ยมทุกๆ วัน เราตั้งเป้าอยากให้ผู้บริโภคได้ทดลองผลิตภัณฑ์และมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น โดยมุ่งผลักดันแบรนด์เดนทิสเต้ให้แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพและนวัตกรรม ก้าวสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชียภายในปี 2569 นี้”นายศิวกร กล่าวในที่สุด