“BAM” จับมือ “Prime Zone” เครือ BTS รุกตลาดบ้านมือสองครั้งใหญ่ ดีลยักษ์อุดช่องว่าง “คนจนสู้ชีวิต” ปัดฝุ่นนำร่องทรัพย์ “รังสิต” มูลค่า 20 ล้านบาท
อสังหาริมทรัพย์

“BAM” จับมือ “Prime Zone” เครือ BTS รุกตลาดบ้านมือสองครั้งใหญ่ ดีลยักษ์อุดช่องว่าง “คนจนสู้ชีวิต” ปัดฝุ่นนำร่องทรัพย์ “รังสิต” มูลค่า 20 ล้านบาท

BAM ผนึกกำลัง Prime Zone  ในเครือ RABBIT-BTS เซ็น MOU ครั้งประวัติศาสตร์ ทุ่มงบบริหาร NPL และ NPA นับหมื่นรายการ ประกาศลั่นพลิกโฉมตลาดบ้านมือสองสู่ "ยุคคุณภาพ-โปร่งใส" ชูธง “HOME FOR HERO” รับประกันคุณภาพทรัพย์รีโนเวท พร้อมเปิดทาง “คนสู้ชีวิต” ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคารให้มีบ้านหลังแรก ด้าน Prime Zone สนทรัพย์พื้นที่กทม.-ปริมณฑล เบื้องต้นนำร่องโซนรังสิต 5-6 หลัง ราคา 4-5 ล้านบาท มูลค่า 20 ล้านบาท ก่อนขยายพอร์ตรับมือ New Normal ตลาดอสังหาฯ ที่พยากรณ์ว่า NPA จะโตถึง 58% ในปี 2569

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์ไพร์มโซน จำกัด (Prime Zone หรือ PZ) ในเครือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT เพื่อร่วมมือทางธุรกิจในด้านบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ที่มุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์สูงสุดทางด้านธุรกิจร่วมกัน ซึ่งภายใต้ความร่วมมือนี้ BAM เดินหน้ากลยุทธ์ Partnership ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่มุ่งขยายฐานธุรกิจ และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้ง NPL และ NPA อย่างครบวงจร ถือเป็นก้าวที่สำคัญของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยการผนึกกำลังความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 องค์กร เพื่อสร้างความเติบโตอย่างมั่นคง

ความร่วมมือกับ Prime Zone  ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการต่อยอดแนวทางการบริหารทรัพย์สินของ BAM ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่า และการสร้างความเติบโตในระยะยาว พร้อมยกระดับประสิทธิผลในการบริหารทรัพย์สินด้อยคุณภาพทั้ง NPL และ NPA ให้สามารถพลิกฟื้นเป็นที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของลูกค้าประชาชนทั่วไป โดยการนำทรัพย์สินที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ผ่านการพัฒนา และปรับปรุง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสังคม เศรษฐกิจ และพร้อมนำพาทุกฝ่ายไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ Pime Zone ได้เริ่มมีการเข้าไปดูทรัพย์ของ BAM และมีการเลือกดำเนินการไปในเบื้องต้นแล้ว โดยทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดำเนินการในขณะนี้คือทรัพย์ใน โซนรังสิต

“รูปแบบการจำหน่ายทรัพย์ NPA จะใช้โมเดลคล้ายกับที่เคยดำเนินการมาในอดีต โมเดลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนพันธมิตรในการซื้อและบริหารจัดการทรัพย์สิน ก่อนจะจำหน่ายต่อไปยังลูกค้าปลายทาง สำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าต่ำกว่า 5 ล้านบาท จะใช้ โมเดล 6+6 โดยพันธมิตรสามารถซื้อทรัพย์เพื่อนำไปบริหารจัดการและขายต่อได้ หากยังไม่สามารถปิดการขายได้ภายใน 6 เดือนแรก ทาง BAM จะต่อระยะเวลาให้อีก 6 เดือน ส่วนทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป จะใช้ โมเดล 6+12 ซึ่งทาง BAM เน้นย้ำที่จะปฏิบัติต่อ Prime Zone และพันธมิตรอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบนิเวศของแบงค์อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีความเชื่อมั่นว่าพันธมิตรแต่ละรายมีมุมที่ถนัด และสามารถสรรหาลูกค้าได้”ดร.รักษ์ กล่าว

ดร.รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดการณ์ว่าในปี 2569  ทรัพย์ NPA จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมอาจมีการเติบโตก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ในบ้านทุก 100 หลัง มีทรัพย์ที่จัดเป็น NPA เกิน 58 หลังไปแล้ว ซึ่งถือเป็น New Normal ของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง  โดย BAM ให้ความสำคัญกับบุคคลที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะ "บุคคลตัวเล็ก คนสู้ชีวิต" และผู้ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป (conventional bank) โดยเชื่อว่ารูปแบบการขายนี้จะเป็นคำตอบสำหรับคนกลุ่มดังกล่าว โดยในปีนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับผู้เล่นคุณภาพที่เข้ามาเป็นพันธมิตรกว่า 8 รายแล้ว ในปีนี้ การร่วมมือนี้ช่วยระบายทรัพย์ในคลังของ BAM ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างมาก (เกือบ 30,000 ชิ้น)

 

นางสาวสรญา เสฐียรโกเศศ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ กรรมการ Prime Zone กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของประเทศ ได้ให้เกียรติลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางธุรกิจ(MOU) ครั้งสำคัญกับ Prime Zone ภายใต้ความร่วมมือนี้ BAM และ Prime Zone จะร่วมกันกันนำสินทรัพย์รอการขาย (NPA) มาบริหารจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ผ่านการปรับปรุงคุณภาพทรัพย์สินให้พร้อมสำหรับการจำหน่ายและหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ตลาดบ้านมือสองมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างเป็นระบบ

โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะทำงานร่วมกันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การปรับปรุงทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ให้มีมูลค่าและ คุณภาพที่ดีขึ้น ไปจนถึงกระบวนการขายที่โปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินหรือบ้านมือสอง จะถูกนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างมูลค่าและกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง  เชื่อว่าความร่วมมือนี้จะเป็น Win-Win-Win Solution ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของ ลูกหนี้ ที่ได้รับการปลดเปลื้องภาระหนี้สิน ผู้ซื้อบ้าน หรือที่อยู่อาศัย ที่ได้ทรัพย์สินคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และ ระบบเศรษฐกิจ ที่ดีขึ้นจากการหมุนเวียนของสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพความร่วมมือกับ BAM ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการร่วมมือทางธุรกิจ แต่คือการผนึกกำลังเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Ecosystem ของธุรกิจ AMC โดยเป้าหมายของ Prime Zone คือการทำให้ตลาดบ้านมือสองมีคุณภาพและโปร่งใส ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยเหลือภาคประชาชนไปพร้อมกัน

“PZ และความเป็นธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company หรือ AMC)ภายใต้ Rabbit Holdings/BTS Group หลายท่านอาจจะรู้จัก BAM เป็นอย่างดี แต่สำหรับไพร์มโซน เราเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท แรบนิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มบีทีเอส ทั้งนี้ พันธกิจของเพรับสัยนคือการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาหนี้สินให้กลับมายืนได้ใหม่ เรามองว่าการที่ลูกหนี้เป็นหนี้สินลันพันตัว เปรียบเสมือนกับการประสบ ‘อุบัติเหตุหกลัมทางเศรษฐกิจ’ Prime Zone จึงเปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยพยุง ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และสร้างทางออกทางการเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ เรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งใน AMC ที่ไม่เพียงแต่บริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไร แต่ยังต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยความชำนาญของ Prime Zone ในการคัดเลือก ปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายด้านที่อยู่อาศัยให้อยู่ในสภาพที่ดี และการขายผ่านทางช่องทางต่างๆ” นางสาวสรญา กล่าว

นางสาวสรญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้การดำเนินงานของแรบบิท โฮลดิ้งส์และกลุ่มบีทีเอส ได้วางตำแหน่งให้ Prime Zone เป็นบริษัทบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ช่วยพยุงให้ลูกหนี้ที่ประสบอุบัติเหตุหกล้มทางเศรษฐกิจ ให้สามารถลุกขึ้นยืนและ ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ดังนั้นการลงนาม MOU กับ BAM ในวันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันความตั้งใจของเราในการเป็น AMC ที่มุ่งเน้นความ รับผิดชอบต่อสังคม สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพและเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพย์สินรอการขายอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือกับ BAM ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการร่วมมือทางธุรกิจ แต่คือการผนึกกำลังเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ Ecosystem ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ โดยเป้าหมายของเรา คือการทำให้ตลาดบ้านมือสองมีคุณภาพ และโปร่งใส ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยเหลือภาคประชาชนไปพร้อมกัน” นางสาวสรญา กล่าว

นายธันภ์วาจ์ รุ่งสิทธิมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Prime Zone กล่าวว่า Prime Zone ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ พร้อมโอนมาบริหารจัดการเป็น NPA โดยเรามุ่งเน้นการนำทรัพย์สินดังกล่าวกลับเข้าสู่ตลาด ในรูปแบบที่มีสภาพพร้อมใช้งาน และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในยุคปัจจุบัน ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ Prime Zone ยังมีส่วนช่วยในการจำหน่ายทรัพย์สิน หรือหลักประกันดังกล่าว เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสในการปิดภาระหนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้อย่างมั่นคงต่อไป

ความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะมุ่งเน้นกลุ่มผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และทรัพย์สินในทำเลคุณภาพ ด้วยราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้ซื้อจะได้รับโอกาสในการตรวจสอบสภาพบ้าน สภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการของนิติบุคคลก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่ง Prime Zone  มีความมุ่งมั่น  ที่จะเข้ามาดำเนินการปรับปรุง และรีโนเวททรัพย์สินให้มีความพร้อมตามมาตรฐาน และความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้ผู้ซื้อ และผลักดันให้ทรัพย์สินของ  Prime Zone เป็น “บ้านหลังแรกที่ลูกค้าเลือก ในโครงการ” นอกจากนี้ Prime Zone ยังริเริ่ม “โครงการ HOME  FOR HERO”  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ โดย Prime Zone พร้อมรับประกันคุณภาพของทรัพย์สินหลังการปรับปรุง เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันทีอย่างอุ่นใจ ควบคู่ไปกับการให้บริการของทีมขายที่มีความเข้าใจเชิงลึก ในตลาดบ้านมือสอง รวมถึงให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้ซื้อได้อีกด้วย

สำหรับทรัพย์นั้น จะเน้นไปที่ทรัพย์ในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเบื้องต้น Prime Zone ได้เลือกทรัพย์ไว้ประมาณ 5-6 หลัง ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 20 กว่าล้านบาท โดยมีราคาต่อหลังอยู่ที่ประมาณ 4-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในช่วงประมาณ 3-5 ล้านบาท ทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดำเนินการในขณะนี้ส่วนใหญ่คือทรัพย์ใน โซนรังสิต และมีแผนที่จะดูพอร์ตและซื้อเพิ่มมากขึ้นในปี 2569 ในลำดับถัดไป

 

You can share this post!