“กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์”CEO “แอสเซทไวส์” โชว์วิสัยทัศน์ หลังฟันฝ่าวิกฤติติด Top 10 อสังหาฯ เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจ-เพิ่มพอร์ตสินทรัพย์ต่อเนื่อง
อสังหาริมทรัพย์

“กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์”CEO “แอสเซทไวส์” โชว์วิสัยทัศน์ หลังฟันฝ่าวิกฤติติด Top 10 อสังหาฯ เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจ-เพิ่มพอร์ตสินทรัพย์ต่อเนื่อง

หากเอ่ยชื่อ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด(มหาชน) หรือ ASW ในแวดวงธุรกิจอสังหาฯต่างทราบกันดีว่า เป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาฯที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา จะประสบปัญหาและเผชิญความท้าทายมากมาย แต่ก็สามารถนำพาให้บริษัทฯค่อยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ได้สำเร็จ จนปัจจุบันถือว่าติด Top 10 บริษัทในธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งนั่นยังไม่ทำให้ ASW หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นๆที่สร้างรายได้ระยะยาวและต่อเนื่อง ภายใต้การกุมบังเหียนของ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด(มหาชน) หรือ ASW

 

 20 ปีในธุรกิจอสังหาฯฝ่าฟันอุปสรรคและเติบโตอย่างมั่นคง

 โดย นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด(มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า ASW เริ่มพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2548 เริ่มจากการพัฒนาบ้านโครงการแรกภายใต้แบรนด์ “จามจุรี พาร์ค” รามอินทรา 39 ซึ่ง ASW สามารถสร้างการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2564 ได้นำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)เป็นครั้งแรก จวบจนปัจจุบันถือว่าครบ 4 ปีแล้ว

“ผมอยู่ในธุรกิจอสังหาฯตั้งแต่เรียนจบ  เจอทั้งโอกาสและอุปสรรค เป็นธุรกิจที่ลงสูงสูง ถ้าทำอะไรแล้วเกินตัว เวลามีวิกฤติแต่ละครั้งก็จะประสบปัญหามาก เพราะฉะนั้นถ้าทำอะไรเกินตัวและไม่สามารถรองรับวิกฤติได้ก็จะล้มได้ จากประสบการณ์ที่ดำเนินธุรกิจมาประมาณ 20 ปี คิดว่าการค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทดำเนินการมาโดยตลอด หากประสบวิกฤติก็ต้องทำอย่างไรให้ไปต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เติบโตมาตลอด 20 ปีและคิดมาโดยตลอดเวลา”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

ด้วยการที่บริษัทฯมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อประสบกับวิกฤติต่างๆ สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือเรื่องกระแสเงินสดหมุนเวียน ซึ่งในปี 2568 ก็ถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤติเช่นกัน เพราะเมื่อบริษัทฯมีอัตราการเติบโตขึ้น มีค่าใช้จ่าย และการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการนำพาบริษัทฯให้อยู่รอดได้ คือ การบริการกระแสเงินสด เรื่องไหนที่ยังไม่ควรลงทุนก็เลื่อนออกไปก่อน เรื่องไหนที่เป็นรายได้ ก็ต้องโฟกัสได้รายได้อย่างต่อเนื่อง

“จากการที่ดำเนินธุรกิจมาประมาณ 20 ปี  พบว่าช่วงวิกฤติที่สุดของ ASW คือโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งยังไม่ได้เงินในการระดมทุนมาดำเนินธุรกิจ ก็เป็นหนี้จากสถาบันการเงิน ในขณะที่โครงการต่างๆก็อยู่ในระหว่างกำลังก่อสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องแคชโฟร์ที่ต้องระมัดระวัง และก็ผ่านมาได้ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งสถานการณ์ไม่ใช่เพียงแค่ระยะสั้นแล้วจบ แต่ยืดยาวมา แม้ช่วงเวลาที่ต่ำสุดผ่านไปแล้วก็ยังเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ และวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปีนี้ก็ถือว่าเป็นวิกฤติรอบใหม่ ถือว่าเป็นวิกฤติที่อยู่ในวิกฤติอีกทีก็ได้ ซึ่งกระทบกับธุรกิจอสังหาโดยตรง ที่ซัปพลายล้นตลาดและในเรื่องของกำลังซื้อที่ยังชะลอตัว, การที่สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยกู้สินเชื่อโครงการ และ การเฝ้าระวังเรื่องกระแสเงินรับให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งสวนทางกลับในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ในช่วงนั้นมียอดขายที่ดีมาก โชคดีที่ ASW ใช้กลยุทธ์ ใช้กลยุทธ์พัฒนาคอนโดฯโลว์ไรส์มาตลอด 4-5 ปีนี้ เนื่องจากก่อสร้างเสร็จได้เร็ว แล้วต้องไปสินค้าที่ดีมีคุณภาพ อีกทั้งยังต้องมีความแม่นยำในเรื่องทำเลที่จะพัฒนาโครงการด้วย”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

 “แคมปัส คอนโด”โปรดักต์ที่ประสบความสำเร็จ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของ ASW คือ สินค้าที่พัฒนา ซึ่งต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีแบรนด์และโปรดักต์ที่ดีอยู่แล้ว ASW แม้จะเป็นน้องใหม่ ก็ต้องแข่งขันในเรื่องอินโนเวชั่นและดีไซน์ที่แข่งขันได้ รวมบริหารหลังการขายให้ดี ซึ่งการพัฒนาอสังหาฯต้องสิ่งที่สำคัญลำดับแรกคงหนีไม่พ้น “ทำเล ทำเล และ ทำเล” จะต้องพัฒนาโครงการที่ดี ให้น่าอยู่อาศัย มีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อม รวมไปถึงราคาที่แข่งขัน ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มแคมปัสคอนโดฯ ที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ตอบโจทย์นักศึกษา และราคาจับต้องได้ สามารถซื้ออยู่อาศัยเอง หรือปล่อยเช่าได้

โดยรูปแบบโครงการพัฒนาของ ASW ที่เป็นไฮไลต์และได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ คอนโดฯในรูปแบบของ “แคมปัส” แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สูง แต่โปรดักส์ของ ASW จะมีความโดดเด่น ระบบสาธารณูปโภคตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อีกทั้งทำเล และราคาก็ตอบโจทย์ ปัจจุบันมีคอนโดฯในรูปแบบแคมปัส ทั้งหมด 12 แห่ง  โดยทำเลที่มีจำนวนยูนิตมากที่สุด คือ ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยพื้นที่ใกล้ 2 มหาวิทยาลัยดังกล่าวเปิดขายไปแล้วถึง 11 โครงการ นอกจากนี้ยังเล็งพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยอื่นๆเพื่อพัฒนาคอนโดฯในรูปของแคมปัสอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทำเลลาดกระบัง ซึ่งใกล้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แต่ที่ดินในย่านดังกล่าวค่อนข้างหายาก และผังเมืองค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการพัฒนาในรูปแบบของแคมปัส ต้องใช้พื้นที่ตั้งแต่ 4 ไร่ขึ้นไป

มั่นปีแผนเปิดตัวใหม่ปี ’68 เป็นตามเป้า 10 โครงการ มูลค่ารวม 22,000 ล้านบาท

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 ประกาศจะเปิดตัวทั้งหมด 10 โครงการ รวมมูลค่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการพัฒนาในกทม. 5 โครงการ และภูเก็ต 5 โครงการ ซึ่งน้อยกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา ที่เปิดจำนวน 13 โครงการ รวมมูลค่า 38,000 ล้านบาท  โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้เปิดตัวไปแล้ว 5 โครงการ รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท คาดว่าในครึ่งปีหลัง 2568 จะเปิดอีก 5 โครงการได้ครบตามเป้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะภูเก็ต ถือว่าเป็นฐานใหม่ที่ดีสำหรับ ASW  ซึ่งอาจจะเปิดได้เพิ่มอีก 1-2 โครงการ จากเป้าที่วางไว้

โดยการพัฒนาโครงการที่ภูเก็ตนั้น เป็นการต่อยอดธุรกิจ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 คณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติอนุมัติให้บริษัท 39 เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ASW ถือหุ้น 99.99% เข้าลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) หรือTITLE ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จำนวน 417,169,500 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.79 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ TITLE จากผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 2.50 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,042,923,750 บาท พร้อมทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ TITLE (Tender Offer) ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2566 และในเดือนกันยายน 2566 ASW ได้ปิด ดีลการเข้าซื้อหุ้นของ TITLE เป็นผลสำเร็จด้วยสัดส่วน 67.61% ซึ่งนับเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อก้าวสู่การขยายตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ตที่กำลังฟื้นตัวอย่างโดดเด่น และพร้อมก้าวสู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในจังหวัดภูเก็ตด้วย

ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ได้เข้าถือหุ้นใน TITLE เป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยโครงการแรกที่เข้าไปร่วมพัฒนานั้น ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มทยอยส่งมอบแล้ว ดังนั้นในช่วงอีก 2-3 ปีนับจากนี้ ก็จะมีโครงการที่ภูเก็ตเข้ามาเสริมที่กทม.ได้เป็นอย่างดี ก็จะเป็นก้าวที่สำคัญของ ASW ที่ออกนอกโซนพื้นที่ที่ ASW มีความเชี่ยวชาญ อาทิ กทม.-ปริมณฑล และ พื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และขยายฐานมาสู่จ.ภูเก็ต ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ TITLE มีโครงการที่พัฒนามาก่อนแล้ว 1โครงการการ ซึ่งทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 และเริ่มมีโครงการใหม่ที่พัฒนาร่วมกันคือ “เดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา” (THE TITLE Legendary Bang-Tao) มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มโอนกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 แล้ว โดยจะเห็นงบอย่างจริงจังในไตรมาส 3-4 และตั้งเป้าจะรับรู้รายได้ในปีงบประมาณที่ 3,000 ล้านบาท

โดยในปี 2568 นี้ จะมีโครงการที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งสิ้น 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 6 โครงการแล้ว  ซึ่งเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ทั้งหมด ส่วนในปี 2569 จะมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนที่มากกว่าปีนี้ จำนวนทั้งสิ้น 12 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต มูลค่าสูงถึง 28,400 ล้านบาท  โดยเป็นที่อยู่อาศัยที่ภูเก็ต จำนวน 4 โครงการ ที่เหลือเป็นโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซี่งมีโอกาสที่จะรับรู้รายได้มากกว่าหรือน้อยกว่าปี 2568 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์  ขณะที่ปี 2570 จะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จอีกประมาณ 8 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท  จึงมั่นใจว่าจะมีการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง

“แต่ก็มีความเป็นห่วงว่า ถ้าในปี 2569 หากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ดี จะลดการเปิดตัวโครงการใหม่หรือไม่ แต่ด้วยการวางกลยุทธ์ พัฒนาคอนโดฯโลว์ไรส์เป็นหลัก หากในปีหน้ามีการเปิดตัวโครงการน้อยลง ก็สามารถเลื่อนไปเปิดตัวในปี 2570 หรือ 2571 ก็ยังทัน”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

เนื้อหอม พันธมิตรเร่เจรจาร่วมทุน-ผู้ประกอบการรายเล็กแห่เสนอขายยกโครงการ

และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาแอสเซทไวส์ โดยบริษัทในเครืออย่าง "ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้" ได้ร่วมมือกับ IHG Hotels & Resorts เปิดตัว โรงแรม ระดับ 4 ดาว “โวโค ภูเก็ต บางเทา” (Voco Phuket Bangtao) ซึ่งเป็นโรงแรมแรกของแอสเซทไวส์ ตั้งอยู่บริเวณหาดบางเทา บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง สูง 7 ชั้น  จำนวน 175 ห้อง จะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2572 ซึ่งราคาเข้าพักโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท/คืน+- โดยการร่วมทุนในครั้งนี้มีเป้าหมายในการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับพรีเมียมและตอบสนองความต้องการของตลาดในภูเก็ต 

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเพิ่มพอร์ตพูลวิลล่ามากขึ้น หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการแฟล็กชิป “เดอะ ไทเทิล วิลล่า คิรารา” (THE TITLE VILLA KIRARA) โครงการลักชัวรีวิลล่าบนทำเลบางเทา-เชิงทะเล เปิดขายเฟสแรก 37 ยูนิต ดีไซน์ 5 แบบบ้าน ฟังก์ชัน 3-4 ห้องนอน, 3-7 ห้องน้ำ, Private Pool ทุกหลัง ที่จอดรถ 2-3 ช่องจอด พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 328-660 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 29-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,500 ล้านบาท

ส่วนการร่วมทุนกับพันธมิตรรายใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาอยู่บ้างทั้งแลนด์ลอร์ด และผู้ประกอบการคนไทยที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโครงการทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด  ประมาณ 2-3 ราย ที่อยากร่วมทุนกับ ASW ในการพัฒนาโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูเก็ต  ซึ่งหากยังไม่ได้ข้อสรุป และสภาวะตลาดยังไม่เอื้ออำนวย  ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการที่สนใจนำโครงการมาขายให้ ASW ทั้งโครงการ โดยเป็นโครงการทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต ซึ่งมีทั้งบ้านและคอนโดฯ ที่ประสบปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน มาจากช่วงโควิด-19 และวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2568  ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าเมื่อ ASW มีความพร้อมก็อาจจะไปซื้อโครงการที่นำเสนอขาย

“คิดว่าอสังหาฯเป็นธุรกิจระยะยาว ต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี ส่วนภาษีทรัมป์ก็สามารถเคลียร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องที่จะกระทบกับธุรกิจอสังหาฯในระยะยาว น่าจะเป็นเรื่องของปากท้อง กำลังซื้อของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นวิกฤติที่ต่อเนื่องมาจากโควิด-19 ทำให้รายได้ของประชาชนอ่อนแรง และเศรษฐกิจยังไม่ค่อยฟื้นตัวดี อีกทั้งยังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งปีนี้ได้ปรับลดไป 2 ครั้งแล้ว และคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกประมาณ 1-2 ครั้ง คิดว่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันกำลังซื้อที่สามารถซื้อคอนโดฯได้มากขึ้น รวมถึงมาตรการของภาครัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้ อาทิ มาตรการผ่อนคลายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV),มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งเหล่านี้จะทำให้กำลังซื้อกลับมาในครึ่งปีหลัง 2568 ได้”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

แนะรัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น-น่าลงทุน

นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเป็น ASW คือทราบว่ากำลังพัฒนาสินค้าประเภทไหนอยู่ ซึ่งก็คือ ที่อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด "ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ" หรือ "We Build Happiness" คิดว่าการดูแลทำให้พร็อพเพอร์ตี้มีเซอร์วิสที่ดี ราคาก็จะไม่ตก ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่อยู่อาศัยได้ในกรณีที่ลูกค้าต้องการขายต่อ

สำหรับด้านการเงินนั้น ปัจจุบัน ASW มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโตประมาณ 20% และปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุน เริ่มคงที่แล้วที่ประมาณ 1.3-1.4 เท่าคิดว่าน่าจะรักษาระดับเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้ออกหุ้นกู้ไปมากกว่าที่ผ่านมา ก็คิดว่าต่อไปจะมีหนี้สินต่อทุนที่ลดลงต่อเนื่อง หรืออยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ก็ยอมรับว่ามีโอกาสในวิกฤติด้วยเช่นกัน โดยมีแบรนด์ที่ผู้บริโภครับรู้มากขึ้น ทำให้สามารถมีการซื้อขายสินค้าของบริษัทฯได้มากขึ้น ถือเป็นความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการเงินที่รองรับอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งก็พร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อโครงการให้กับบริษัทฯ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูสถานการณ์ก่อน

“ASW ตั้งใจพัฒนาบ้าน-คอนโดฯที่มีคุณภาพ คิดว่าสินค้าจะอยู่กับลูกค้าไปโดยตลอด จึงอยากให้ลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย ได้ลองเยี่ยมชมโครงการของ ASW ในราคาที่เหมาะสม แม้ว่าสภาะเศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยฟื้นตัว ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม ทั้งราคาและโปรโมชันนั้นดีมาก”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

คาดยอดขาย-รายได้ปี’68 ตามเป้า

นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้ภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีภาวะน่าลงทุน หากการเมืองลงตัว มีแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประชาชนก็จะกล้าออกมาจับจ่ายใช้สอยและลงทุน เศรษฐกิจก็จะหมุนไปได้ และ อยากให้ผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น ปรับปรุงกฎหมายบางฉบับที่ล้าสมัย ซึ่งฝากให้หน่วยราชการช่วยสำรวจกับประชาชนที่มาติดต่อ ว่าต้องการให้ปรับปรุงในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น ซึ่งหากทุกหน่วยงานช่วยกันปรับปรุงให้ทันสมัยเข้ากับยุคดิจิทัล ก็จะพัฒนาไปเอง รวมไปถึงอยากให้ผลักดันเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดค่าครองชีพ เพราะปัจจุบันที่อยู่อาศัยอยู่ติดกับระบบรางมากขึ้น เนื่องจากภาครัฐได้ลงทุนระบบสาธารณูปโภคไปมากแล้ว จะทำให้ชีวิตคนในเมืองสะดวกสบายมากขึ้น และเรื่องสิทธิการเช่าระยะยาว ซึ่งคิดว่าควรผลักดันให้มีการเช่าระยะยาวมากขึ้น หากมีความกังวลในเรื่องประเด็นขายชาติ ก็ควรให้สิทธิการเช่าเพิ่มมากขึ้นอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นบ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติ หากให้เช่าระยะยาว 30 ปี ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติก็ค่อนข้างยอมรับแล้ว แต่บางประเทศก็อยากได้ยาวถึง 60 ปีหรือมากกว่านั้น

ปัจจุบัน ASW แต่พัฒนาโครงการใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล,พื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และ ภูเก็ต พัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียมไฮไรส์ , โลว์ไรส์,บ้านเดี่ยว รวมทั้งหมด 12 แบรนด์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจรับฝากขายฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์,ธุรกิจสุขภาพและความงาม, ธุรกิจในการจัดงานกิจกรรมด้านความบันเทิงต่างๆอย่างครบวงจร และธุรกิจการศึกษา-ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยี

จากการที่มีการยกให้ ASW เป็นผู้ประกอบการติดอันดับ TOP10 นั้น ตนไม่อยากเรียกว่า ASW ติดอันดับอสังหาฯ TOP 10 แต่จะพยายามพัฒนาให้เต็มที่ โดยจะต้องเป็นแบรนด์ที่ขยันก่อน ซึ่งทุกธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ การพัฒนาสินค้าก็ต้องส่งมอบห้องให้กับที่ลูกค้าคาดหวังไว้ รวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งจะทำให้ลูกค้าบอกต่อและเกิดการการันตีแบรนด์สินค้า หากดำเนินการเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ฐานลูกค้ามีมากขึ้น และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 นี้ ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 19,500 ล้านบาท และ รับรู้รายได้ไว้ที่ 10,500 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกสามารถทำได้ 3,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้

 

You can share this post!