“เฟรเซอร์ส”คาดการณ์ตลาดอสังหาฯยังซึมยาว วอนรัฐเรียกศรัทธานักท่องเที่ยวกลับคืน เดินหน้าผุด 8 โครงการใหม่ตามแผน พร้อมรุกตลาดทาวน์โฮมพรีเมียม-บ้านแพง สนองดีมานด์
อสังหาริมทรัพย์

“เฟรเซอร์ส”คาดการณ์ตลาดอสังหาฯยังซึมยาว วอนรัฐเรียกศรัทธานักท่องเที่ยวกลับคืน เดินหน้าผุด 8 โครงการใหม่ตามแผน พร้อมรุกตลาดทาวน์โฮมพรีเมียม-บ้านแพง สนองดีมานด์

เฟรเซอร์สฯ เผยภาพรวมตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง 68 ยังซึมยาวจากหลายปัจจัยลบ คาดมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์หดตัวลง 15% ขณะที่หลายธุรกิจกระอัก วอนรัฐสร้างภาพลักษณ์-เรียกศรัทธานักท่องเที่ยวต่างชาติกลับคืน ยันยังเปิดตัว 8 โครงการใหม่ตามแผนเดิม มูลค่ารวมประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท พร้อมรุกตลาดทาวน์โฮมพรีเมียม เน้นคัดทำเล-ที่ดินศักยภาพตอบโจทย์ดีมานด์และไม่เป็น Red Ocean ปลื้ม“โกลดีน่า สุขุมวิท – แบริ่ง”กวาดยอดขายแล้ว 350 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้รวม 10,000 ล้านบาท และยอดขาย 25,000 ล้านบาท

 

นายภวรัญชน์ อุดมศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลัง 2568 ว่า ยังซึมยาวอย่างต่อเนื่องไม่แพ้ภาคธุรกิจส่งออก รวมไปถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยว ที่หลังวิกฤติโควิด-19 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ก็กลับทรุดตัวลง เนื่องจากเครื่องจักรที่สำคัญจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เริ่มดับไปหมด และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภาคธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ ได้รับผลกระทบกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องนโยบายการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองอีกครั้ง แต่อย่างไรประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนจากต่างชาติ ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม และอินโดนีเซีย แทน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนั้นมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตถึง 7-8% ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐสร้างศรัทธาเพื่อให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง

“ภาครัฐจะต้องหาวิธีที่ในการส่งเสริมภาพลักษณ์กลับคืนมา ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวทำเงินไม่ได้ ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออก ก็ประสบกับเรื่องมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ อินโดนีเซีย มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงเฉลี่ย 7% กลายเป็นเทรนด์ที่จะเห็นการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเหล่านี้แทน สำหรับภาคอสังหาฯนั้น มองว่าปีนี้ยังเหนื่อย คิดว่าภาพรวมจะเติบโตลดลง 15% ในเชิงของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์"นายภวรัญชน์ กล่าว 

นายภวรัญชน์ กล่าวถึง ภาพรวมของตลาดทาวน์โฮมในปีนี้ว่า ยังคงชะลอตัวลงมาต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผ่านพ้นโควิด-19 มา  ประกอบกับประสบกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาการปล่อยสินเชื่อ การแข่งขันที่สูง ล้วนแล้วแต่กระทบต่อตลาดทาวน์โฮมอย่างมาก และสะท้อนออกมาจากตัวเลขยอดขายของบริษัทฯเฉลี่ยต่อโครงการในช่วงที่มีการเปิดพรีเซล ย้อนหลังไป 6 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2567 ทั้งการเปิดโครงการใหม่และยอดขายลดลงตามลำดับ กล่าวคือ ในปี 2562 มีเปิดทาวน์โฮม 11 โครงการ ยอดขายอยู่ที่ 492 กว่าล้านบาท , ปี 2563 เปิด 7 โครงการ ยอดขาย 334 ล้านบาท , ปี 2564 เปิด 5 โครงการ ยอดขาย 310 ล้านบาท , ปี 2565 เปิด 4 โครงการ ยอดขาย 209 ล้านบาท , ปี 2566 เปิดตัวเพียง 2 โครงการ ยอดขาย 141 ล้านบาท และในปี 2567 ไม่มีการเปิดโครงการใหม่แต่อย่างใด

"แม้ตลาดทาวน์โฮมยังไม่มีสัญญาณบวก แต่เราต้องรุกหนัก เพราะเป็นตลาดหลัก และสินค้าทาวน์โฮมเป็นพื้นฐานธุรกิจของเรามาตั้งแต่แรก ซึ่งเดิมจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ทุกเดือน แต่ในปีนี้แม้จะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง แต่จะเหลือการเปิดตัวโครงการใหม่ไตรมาสละ 1-2 โครงการ โดยมองว่า ตลาดทาวน์โฮมเริ่มปรับตัว คู่แข่งที่เคยเข้ามา ก็เริ่มน้อยลง ซึ่งเรามีการเปิดแบรนด์ใหม่รุกตลาดทาวน์โฮมพรีเมียมมากยิ่งขึ้น เน้นคัดทำเลและที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญด้านต้นทุนในการพัฒนา อีกทั้งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อ ที่ต้องการอยู่อาศัยในแต่ละโลเคชั่นที่อยู่ในซีบีดีแต่ละแห่ง และแต่ละทำเลที่เข้าไปพัฒนาจะต้องไม่เป็น ‘น่านน้ำสีแดง’ หรือ Red Ocean ปัจจุบันบริษัทฯมีทาวน์โฮมที่อยู่ระหว่างเปิดขาย จำนวน 28-29 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีมูลค่าเหลือขายประมาณ 10,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ปลายปี 2567)"นายภวรัญชน์ กล่าว

นายภวรัญชน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ จะยังเห็นเทรนด์ความต้องการซื้ออสังหาฯลดลง แม้ว่าหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะช่วยดันยอดขายโครงการแนวราบขึ้นมา แต่โดยภาพรวมของตลาดก็ถือว่ายังหดตัวเช่นเดิม ยิ่งโครงการประเภทคอนโดฯยิ่งหดตัวลงมาก อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง และความกังวลในเรื่องงบประมาณปี 2569 ของภาครัฐ ที่ไม่อยากให้สะดุดเช่นปี 2567 ที่ผ่านมา สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบ-แนวสูง ของบริษัทฯในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามแผนเดิมที่วางไว้ คือ 8 โครงการ  มูลค่ารวมประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรก ได้เปิดตัวไปแล้ว 5 ทำเล คือ นครราชสีมา,ขอนแก่น,สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ(ย่านสาทร,รามอินทรา) คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และในครึ่งปีหลัง จะมีบ้านเดี่ยว แบรนด์ใหม่ ซึ่งเป็นไฮไลต์ คือ “กูธ์เธ่” (GUTE) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 35 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงติดกับโครงการ "โกลดีน่า สุขุมวิท-แบริ่ง" ส่วนรายละเอียดต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้  และบ้านเดี่ยว แบรนด์ “เดอะ แกรนด์ เจ้าพระยา ริเวอร์ฟรอนท์” ราคา 15-30 ล้านบาท

“ในครึ่งปีหลัง 2568 เฟรเซอร์สฯยังคงเดินหน้ารุกตลาดแนวราบอย่างต่อเนื่อง ประเดิมไตรมาส 3 ด้วยการปักหมุดทำเลสุขุมวิทตอนปลาย เปิดตัวทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ล่าสุด “โกลดีน่า สุขุมวิท - แบริ่ง” (GOLDINA Sukhumvit - Bearing) เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ต่อยอดความสำเร็จระดับตำนานจาก GOLDEN TOWN (โกลเด้น ทาวน์) สู่มิติใหม่แห่งทาวน์โฮมระดับพรีเมียม ที่สะท้อนความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันและอนาคต ล่าสุดโครงการนี้ยังได้สร้างปรากฏการณ์ยอดขายสูงถึง 350 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนการเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการและทำเลทองกรุงเทพโซนตะวันออก  (East Business District : EBD) ของบริษัทฯ

 

โครงการ “โกลดีน่า สุขุมวิท – แบริ่ง” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 20-0-97.3 ไร่ เป็นทาวน์โฮม 2-3 ชั้น ขนาดตั้งแต่ 16.25-19.04 ตารางวา ราคา 3.59-6 ล้านบาท จำนวน 207 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท โดดเด่นด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ที่ปลดล็อกความสำเร็จครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.ทำเลทองแห่งอนาคต: เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านสุขุมวิท - แบริ่ง ซึ่งถือเป็นทำเลสุขุมวิทตอนปลายที่คึกคัก ทันสมัย และครบครันในทุกด้าน นับเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพโซนตะวันออก (East Business District : EBD) รายล้อมด้วยเมกะโปรเจกต์และแหล่งไลฟ์สไตล์สำคัญ อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา, แบงค็อกมอลล์ และศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เชื่อมต่อทุกการเดินทางอย่างง่ายดาย เพียง 2 กิโลเมตร(กม.) จากรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีแบริ่ง, และห่างเพียง 4 กม. จากทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนศรีรัช)

2.ดีไซน์ใหม่: สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ตกแต่งด้วย NEW FACADE สไตล์โมเดิร์นอิงลิช ที่พลิกโฉมจาก GOLDEN TOWN (โกลเด้น ทาวน์) สู่ GOLDINA (โกลดีน่า) เพื่อผสานความคลาสสิกให้เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโรงแรมในกลุ่ม FRASERS PROPERTY (เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้) ที่ประเทศอังกฤษ และยังเพิ่มความโดดเด่นด้วย NEW FUNCTIONS ที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ด้วยการออกแบบห้อง PENTHOUSE ขนาดใหญ่ (เฉพาะแบบบ้าน AURUM: ออรัม) และเพิ่มพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง (PET ROOM) พร้อมรองรับทุกกิจกรรมของสัตว์เลี้ยง อาทิ PET SOCIETY โซนกิจกรรมเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในโครงการ รวมถึงยังมีพื้นที่ห้องเก็บของอำนวยความสะดวกให้พื้นที่ลงตัวมากขึ้น

3.นวัตกรรมรักษ์โลกเพื่อความยั่งยืน: โครงการฯ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านการประหยัดพลังงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) โดยตัวบ้านได้ติดตั้งระบบป้องกันความร้อนจากหลังคา เพื่อความเย็นสบาย และยังออกแบบหลังคาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต พร้อมทั้งยังเพิ่มช่องรับอากาศ และแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงานภายในบ้านอีกด้วย

สำหรับโครงการโกลดีน่า สุขุมวิท – แบริ่ง มาพร้อมแบบบ้าน 3 แบบ ได้แก่

-แบบบ้าน SHIMMER (ชิมเมอร์) : ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 97 ตารางเมตร ประกอบด้วย2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พร้อมห้องรับแขก, ห้องรับประทานอาหาร และนวัตกรรมครัวไทย

-แบบบ้าน LUSTRE (ลัสเตอร์) : ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พร้อมห้องรับแขก, ห้องรับประทานอาหาร, นวัตกรรมครัวไทย, ห้องพระ และห้องเก็บของ

-แบบบ้าน AURUM (ออรัม) : ทาวน์โฮม 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 160 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ห้องนอน4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พร้อม PENTHOUSE, นวัตกรรมครัวไทย, ห้องซัก-ตาก-รีด, ห้องรับแขก,ห้องรับประทานอาหาร, ห้องเก็บของ และ PET ROOM

“โดยราคาขายแบรนด์ ‘โกลดีน่า’ จะปรับสูงขึ้นกว่าแบรนด์ "โกลเด้น ทาวน์"  ประมาณ 15-20% แต่ทางบริษัทจะพยายามพัฒนาแบรนด์ โกลดีน่า ไม่ให้ทำราคาเกินกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งจะไปทับกับแบรนด์บ้านแฝดของบริษัทฯได้ ” นายภวรัญชน์ กล่าว

นายภวรัญชน์ กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดในครึ่งปีหลัง 2568 ว่า ยังเน้นในเรื่องการลดต้นทุนค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงลดการเพิ่มบุคลากรใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเชื่อว่าตราบใดที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯตลอดระยะเวลา 4 ปีนี้ ประเทศต่างๆทั่วโลกจะต้องมีเรื่องตื่นเต้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในปี 2568 นี้บริษัทฯตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท จากปี 2567 ที่สามารถทำได้ 9,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยในครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 14,000 ล้านบาท

 

You can share this post!