LA GLACE เปิดตัวสื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ครั้งแรก หลังประสบความสำเร็จดำเนินธุรกิจมาแล้ว 8 ปี เน้นกลุ่ม Gen Z เจาะตลาดทุกช่องทางโซเชียลและขายผ่านสมาชิก กลืนวงจรธุรกิจขายตรง หลังปี 66 ทุบสถิติโตก้าวกระโดด 1,000% ยอดขายพุ่งพรวดแตะ 400 ล้านบาท จ่อสยายปีกลุยตลาดต่างประเทศ หวังดันยอดขายแตะ 2,000 ล้านบาทภายใน3 ปีข้างหน้า ปักหลักฮ่องกง เปิดประตูสู่ตลาดวัยรุ่นจีน พร้อมเตรียมแต่งตัวระดมทุนเข้าตลาดหุ้นภายในปี 71-72

นางสาวเอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ Beauty Product ชั้นนำ LA GLACE (ลา-กลาส) แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาวัยรุ่นGen Z และเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ โดยทำยอดขายทุบสถิติติดท็อปเท็นในแพลตฟอร์มขายออนไลน์หลายช่องทาง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนและ นายทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ได้ร่วมก่อตั้งบริษัทฯดังกล่าวข้างต้นมาด้วยกัน ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางค์ LA GLACE ตั้งแต่อายุ 19-20 ปี ในช่วงที่เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็น Product hero ครองใจชาว Gen Z หลากหลายผลิตภัณฑ์ จากการมุ่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ความงามที่ดีที่สุด มีเอกลักษณ์และมีความแตกต่าง จากสินค้าในตลาดในราคาที่จับต้องได้-เข้าถึงง่าย โดยปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ มากกว่า 80 SKU ประกอบไปด้วยกลุ่ม Make up, Skincareและ Mask sheet

“เราได้เริ่มธุรกิจจากการขายสินค้าในช่องทางออนไลน์ของตัวเอง โดยมีตนเองเป็นพรีเซนเตอร์แนะนำและรีวิวสินค้า จาการทำคอนเทนต์และ Live ใน TIKTOK และ IG หลังจากนั้นก็ได้ขยายตลาดออนไลน์ไปในทุกช่องทาง ทั้งบัญชีทางการของบริษัท(OFFICIAL)และช่องทางใน market place ทั้ง shopee, Lazada, TikTok และ Line Shop ฯ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า Gen Z ทุกช่องทาง โดยปัจจุบันเฉพาะบัญชี OFFICIAL ของ La Glace มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางออนไลน์ถึง 1,500,000 follower หรือผู้ติดตาม และมีฐาน Affiliate (นายหน้าขายสินค้าในออนไลน์) อีกกว่า 140,000 คนนอกจากนี้ เรายังได้ขยายไปตลาดออฟไลน์หลังสินค้าเราเป็นที่ต้องการ บริษัทได้กระจายสินค้า วางขายในร้านค้าปลีกและ Beauty Store ชั้นนำ ประมาณ 150 เช่น watsons, Beautrium, EVEANDBOY, Konvy รวมทั้งใน 7-11 อีกกว่า 10,000 สาขา ด้วย และภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าจะขยายการวางสินค้าในร้านค้าปลีก และ Beauty Store ชั้นนำให้ได้ 1,000 สาขา นอกจากนี้ยังมีหน้าร้านที่สปป.ลาว และกัมพูชา รวมไปถึงขณะนี้เริ่มบุกตลาดเวียดนามแล้วเช่นกัน สำหรับกัมพูชานั้น มองว่าแม้ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศจะมีปัญหากัน แต่สินค้าของเราไม่มีปัญหาแต่อย่างใด” นางสาวเอมลินทร์ กล่าว

จากการตอบรับที่ดีของลูกค้าส่งผลให้ที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561 บริษัทมี รายได้ 6.64 แสนบาท มีกำไรสุทธิ 1.45 แสนบาท ปี2562 มีรายได้ 6.39 ล้านบาท กำไร 5.12 แสนบาท ,ปี 2563 รายได้ 16.90 ล้านบาท มีกำไร 3.19 ล้านบาทปี2564 รายได้ 13.21 ล้านบาท กำไร 1.1ล้านบาท ,ปี 2565 รายได้ 39.9 ล้านบาท กำไร 1.65 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 401.2ล้านบาท กำไร 108.1 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดร่วม 1,000% ขณะที่ปี 2567 มีรายได้ 420 ล้านบาท กำไรสุทธิ 37.7 ล้านบาท
สาเหตุที่ปี 2566 มียอดขายสูงกว่า 400ล้านบาท โตก้าวกระโดดร่วม 1000% และยอดขายยังสูงต่อเนื่องมาถึงปี 2567 เป็นผลจากยอดขายของสินค้าที่เป็น Product hero ที่เปิดตัวในปี 2566 คือ "บลัชดำ"หรือ BLACK MAGIC LIP & CHEEK PH BLUSH ที่ได้การตอบรับอย่างล้นหลาม ครองใจสาวๆ ที่ชอบนำเทรนด์ โดยสามารถทำยอดขายไปมากกว่า 1.5 ล้านชิ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์ตัวอื่นยังคงได้รับความนิยม โดย LA GLACE MINI AIRY SKIN CONCEALER แบบซองสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 1.5 ล้านชิ้นเช่นกัน

สำหรับในปี 2568 โดยนอกจาก "บลัชดำ" ที่ยังคงขายดีอย่างต่อเนื่องแล้ว ปีนี้บริษัทฯยังมี Product Hero ตัวใหม่คือ LA GLACE DAILY TONER PADS แผ่นบำรุงผิวหน้าก่อนแต่งหน้า ที่ได้สร้างกระแสฟีเวอร์ ทันทีที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ และเปิดขายวันแรก จากการ Live เพียง 4 ชั่วโมง สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 31 ล้านบาท โดยคาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะสามารถทำยอดขาย LA GLACE DAILY TONER PADS ได้ถึง 600-700 ล้านบาท เมื่อรวมกับยอดขาย"บลัชดำ"และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำยอดขายโดยรวมมากกว่าปีละ 300-400 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถไปถึงเป้าหมายได้ โดยสาเหตุที่ LA GLACE DAILY TONER PADS ได้การตอบรับอย่างดี เพราะด้วยนวัตกรรมล่าสุด คือแผ่นผ้าสำลีที่อุ้มน้ำบำรุงผิวหน้าได้ถึง 20 เท่าของน้ำหนัก ที่ถือลิขสิทธิ์จากเกาหลีใต้ แต่เพียงผู้เดียวในไทย
"เราถือเป็น Trendsetter ของวงการ Make Up ไทยโดยแบรนด์ LA GLACE เกิดขึ้นเพราะเราต้องการเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน ผ่านการใช้ Make Up และการดูแลตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรก ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพ ที่ให้ผลลัพธ์ที่จริงใจและมีประสิทธิภาพ โดยเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์การแต่งหน้าทุกลุคของลูกค้าและสินค้าทุกชิ้นของ LA GLACE ต้อง Support การแต่งหน้าของคนแต่งหน้าได้จริง นอกจากนี้ LA GLACE ยังเป็นแบรนด์เอเชียเดียว ที่อิงสไตล์การแต่งหน้าแบบ Underground Beauty ความสวยแบบไม่มีกรอบ นอกจากนี้ เรายังมีแบรนด์คอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถเติบโตไปกับเทรนด์การแต่งหน้าได้อย่างยั่งยืน"นางสาวเอมลินทร์ กล่าว

นางสาวเอมลินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทฯมีสินค้าใน 2 หมวดหมู่หลัก คือ เมคอัป และสกินแคร์ ระดับราคาตั้งแต่ 79-390 บาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 15-50 ปี แต่สัดส่วน 80% จะเป็นลูกค้า Gen Z ซึ่งสินค้าจะเป็นการสั่งผลิตจากโรงงานผู้รับจ้างผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer : OEM) ในพื้นที่ กทม.,สมุทรปราการและนครปฐม รวมประมาณ 5-6 แห่ง ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯยังไม่มีแผนที่จะสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเองแต่อย่างใด แต่หากมีโอกาส หรือมีความเป็นไปได้ อาจจะดำเนินการในรูปแบบของการสวอปหุ้น (Equity Swap) พันธมิตรมากกกว่า เพื่อเป็นการลดต้นทุน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ โดยตั้งเป้าภายในระยะเวลา 3 ปี จะขึ้นเป็น Top Makeup Brands อันดับต้นๆของประเทศอีกด้วย

ด้านนายทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด กล่าวว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ (2569 – 2571) บริษัทฯมีแผนจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกาด้วย โดยหมุดหมายแรกที่จะออกไปคือ ฮ่องกง เพราะถือเป็น Gatewayประตูสู่ลูกค้า Gen Z ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติที่ 4-5% ซึ่งเป็นการขายผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เป็นหลัก โดยปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง On-Line และOff-Line ซึ่งสัดส่วนรายได้จะมาจากช่องทาง On-Line ที่ 50% (มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 50%) ขณะที่รายได้จากช่องทาง Off-Line (ขายผ่านหน้าร้าน) ที่ 40% (มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 25-44%) ส่วนอีก 10% (มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ไม่เกิน 30%) เป็นรายได้จากการขายให้กับพันธมิตร ทั้งนี้ นอกจากการขยายตลาดแล้ว บริษัทยังมีแผนขยายพอร์ตสินค้าเพิ่ม โดยวางเป้าหมายในสิ้นปี 2568 จะมีสินค้าเพิ่มเป็น 100 SKU จากปัจจุบันที่มีกว่า 80 SKU

โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2571 ยอดขายทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัท จะมียอดขายรวม 2,000ล้านบาท จากทั้งในและต่างประเทศ โดยต้องการสร้างการเติบโตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อเตรียมนำบริษัทระดมทุนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ปี 2571 หรือไม่เกินปี 2572 ซึ่งในช่วงเวลานั้นบริษัทฯจะมีรายได้รวมที่ระดับ 2,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการระดมทุนขยายความแข็งแกรงของธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในด้านต้นทุน ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ การดึงผู้มีความสามารถเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ รวมถึงการมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนร่วมกับแบรนด์ที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศเพื่อขยายพอร์ตของ LA GLACE ขณะที่ในปี 2568 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้นแตะหลัก 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 420 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 37.7 ล้านบาท
“ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยธุรกิจด้านบิวตี้ มีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก แต่มั่นใจว่า หากเป็น Under Ground Beauty จะมีเราเพียงแค่รายเดียวในตลาด ดังนั้น เราจึงไม่อยากเป็นวาฬที่ว่ายน้ำช้า แต่อยากเป็นปลาตัวเล็ก ที่อยู่ด้วยกันเป็นฝูงและว่าย-ปรับตัวไปพร้อมกัน”นายทิวาทัพพ์ กล่าว
โดยปีนี้ได้เริ่มเตรียมวางระบบด้านการเงินและบัญชีต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าตลาดหุ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในแง่ต้นทุน ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ รวมถึงสามารถดึงคนเก่งๆ เข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์และเพื่อหาโอกาสในการขยายการลงทุนร่วมกับแบรนด์ที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศเพื่อขยายพอร์ตของ LA GLACE

“นอกจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว จุดเด่นและจุดแข็งของ LA GLACE คือ เรามีระบบที่ดูแลและบริการที่ดี ทั้งก่อนและหลังการขายให้กับลูกค้านอกจากนี้เรายังมีทีมงานที่เข้มแข็ง โดยอายุเฉลี่ยของทีมงานบริษัทเราจะอยู่ที่ 25 ปี และมีระบบทีม Live ที่แข็งแกร่ง การออกแบบคอนเทนต์ อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญยังมีระบบ Data ครอบคลุม SOV และ พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ทำให้เรารู้จักและรู้ใจลูกค้า ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ Gen Z ได้อย่างตรงความต้องการ ทำให้เราสามารถเป็น Trendsetter ในวงการ Make Upได้อย่างดี ที่สำคัญเราได้สร้าง แบรนด์คอมมูนิตี้ LA GLACE club ที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสาร ดึงคนที่มีคาแลคเตอร์ และ จริตเดียวกันกับแบรนด์มามีสังคมร่วมกัน ทำให้สามารถเติบโตไปกับเทรนด์การแต่งหน้าได้อย่างยั่งยืน โดยล่าสุดเราได้รับสมัครทีมงาน ใน LA GLACE club ปรากฎว่า มีคนสนใจยื่นใบสมัครเป็นพันคน”นายทิวาทัพพ์ กล่าวในที่สุด