
สมาคมผู้ค้าปลีกเผยแนวโน้มค้าปลีกครึ่งปีหลัง 2568 ยังเผชิญปัจจัยรอบด้านทั้งภายในและภายนอกประเทศภายใต้โลกการค้าใหม่ ชี้แนวทางฟื้นฟูค้าปลีกด้วย กลยุทธ์ 3S เร่งเดินหน้านโยบาย “TRA GREAT” ยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่งไทย กระทุ้งรัฐอัดยาแรงกระตุ้นการท่องเที่ยว ดันไทยเป็น Shopping Paradise ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่าน 2 มาตรการสำคัญ นโยบาย Instant Tax Refund คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันที ณ ร้านค้า ให้กับนักท่องเที่ยวที่มี ยอดซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาทขึ้นไป และ แซนด์บ็อกเขตปลอดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ ในจังหวัดภูเก็ต หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันท่ามกลางสงครามการค้าโลก ทั้งปกป้องผู้ประกอบการไทย-ผู้บริโภค จากการไหลทะลักของสินค้านำเข้าต่างประเทศราคาถูก โดยเฉพาะจีน เช่น การจัดเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกของสินค้าออนไลน์นำเข้าเป็นการถาวร ออกมาตรการควบคุมสินค้าด้อยมาตรฐานจากแพลตฟอร์มออนไลน์ และการตรวจสอบสินค้านำเข้า 100% แทนการสุ่มตรวจ

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ค้าปลีกไทยในปี 2568 ยังเต็มไปด้วยความท้าทายจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาพการบริโภคที่ชะลอตัว ภาคท่องเที่ยวเติบโตลดลง และภาคส่งออกที่กำลังเผชิญกับกำแพงภาษี โดยมองว่าผู้ประกอบการค้าปลีกไทยไม่เพียงแค่ “อยู่รอด”แต่ต้อง “ยืนหยัด”และ “ก้าวนำ” แต่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจต้องประกอบด้วยกลยุทธ์ 3S คือ การตั้งรับ (Shield),รุกกลับ (Strike) และปรับตัว(Shape)ให้ทันอนาคต คือกุญแจสู่การฝ่าวิกฤติ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เหมาะสม

สถานการณ์ค้าปลีกครึ่งปีหลัง 2568 :
ในปี 2567 ที่ผ่านมา ภาคค้าปลีกมีมูลค่าราว 4 ล้านล้านบาท โดยมี สัดส่วนมูลค่าในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)สูงเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
ซึ่งมองว่ายอดขายภาคค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยในช่วงปี 2567-2568 โตเฉลี่ย 3.4% (1.36 แสนล้านบาท) เทียบกับในช่วงปี 2565-2566 ที่โต 5.9% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำแพงภาษีสหรัฐฯ กำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการแข่งขันรุนแรงกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง E-Commerce (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
ปัจจุบันผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ที่มากกว่า 3.3 ล้านราย ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะ สินค้านำเข้าราคาถูกและด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาผ่านทางอีคอมเมิร์ซและผู้ประกอบการรายย่อยข้ามแดน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรง ต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค แต่ธุรกิจค้าปลีกยังคงเป็น เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ในการขับเคลื่อนภาคผลิต ภาคการบริโภค และภาคแรงงาน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลง ในครึ่งปีหลังจึงจำเป็นต้องหา ตลาดทดแทน เช่น นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long Haul) หรือยุโรปมากขึ้น เช่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และตะวันออกกลาง เป็นต้น

เทรนด์ค้าปลีก 2568 : ปรับตัวสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน
-Convergence Commerce as the New Standard สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อระหว่างช่องทาง Offline และ Online รวมถึงการผสานร้านค้ารายใหญ่และรายย่อยให้เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เดียวกัน เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
-AI Personalization Engine นำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ละรายอย่างเฉพาะบุคคล (Personalization) ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อบริหารจัดการสต็อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มยอดขาย ลดปริมาณสินค้าคงคลังที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
-Sustainable Retail ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสนใจแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม, ใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

กลยุทธ์ 3S (Shield Strike Shape) "ตั้งรับ รุกกลับ ปรับตัว"
1ตั้งรับ (Shield)
1.1.ป้องกันสินค้าราคาถูกและด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ- การตรวจสอบสินค้านำเข้า 100% แทนการสุ่มตรวจ ด้วยระบบเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำ
- ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่วางจำหน่ายในประเทศอย่างเข้มงวด เช่น การมีมาตรฐาน มอก. และฉลากต้องเป็น ภาษาไทย
1.2.ปราบปรามธุรกิจนอมินี- จำเป็นต้องเร่งหามาตรการเชิงรุกในการจัดการธุรกิจนอมินี (Nominee) ที่สวมสิทธิ์คนไทยในทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยถึง รายใหญ่ ครอบคลุมธุรกิจในหลายรูปแบบ เช่น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรมศูนย์เหรียญ เพื่อยับยั้งการ รั่วไหลของเม็ดเงิน และผลักดันให้รายได้จากภาคค้าปลีกหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย- ป้องกันการสวมสิทธิ์ผลิตสินค้าที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐ (Re-Export) ส่งผลให้ไทยเกินดุลสหรัฐ
2.รุกกลับ (Strike)
2.1.ค้าเสรีและเป็นธรรม
- จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% กับสินค้าออนไลน์นำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี) โดยออกเป็นกฏหมายบังคับใช้เป็นการถาวร- ปรับปรุงกฎหมายที่มีข้อจำกัดและไม่ครอบคลุมของ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” หรือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าไม่ได้มาตรฐานราคาถูกที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มข้ามชาติ เพื่อปกป้องผู้บริโภคคนไทย เช่น จัดให้มี ระบบเชื่อมต่อข้อมูลอัตโนมัติ (API) กับหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) - ออกมาตรการรับมือกับสถานการณ์สินค้าจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดไทย อันเนื่องมาจากปัญหาการผลิตสินค้าเกินความต้องการภายในประเทศจีน (Oversupply) และนโยบายด้านภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจีนจำเป็นต้องระบายสินค้าสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้านอุปโภค เกี่ยวกับเทค ที่อาจส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการไทยจนถึงขั้นต้องปิดกิจการหรือมีการเลิกจ้างแรงงาน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ก็ต้องมีการปรับตัวพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและแตกต่างมากขึ้น รวมไปถึงหาระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริม เพื่อให้มีความทันสมัยและน่าสนใจจากลูกค้ามากขึ้น
2.2.ช้อปปิ้งยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Instant Tax Refund)- เสนอการนำร่องมาตรการ Instant Tax Refund คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อสินค้า ขั้นต่ำ 3,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 วันในร้านค้าเดียวกัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับประเทศจีนที่ได้ประกาศใช้นโยบาย Instant Tax Refund 500 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) นำร่องที่เมืองท่องเที่ยวอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว
2.3.เขตปลอดภาษีสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ (Shopping Paradise Sandbox) - พิจารณาการลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง น้ำหอม โดยอาจเริ่มที่สินค้าอเมริกาก่อน โดยนำร่องทำแซนด์บ็อกซ์เป็นเขตปลอดภาษี (Free Trade Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและเพิ่มศักยภาพให้ไทยเป็น Shopping Paradise ของภูมิภาค - การลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากสหรัฐฯ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าไทย–สหรัฐฯ และสร้างความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพจากต่างประเท
3.ปรับตัว (Shape)
3.1.การลดทอนกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน (Regulatory Guillotine) - ผลักดันมาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน เช่น การปรับลดจำนวนและขั้นตอนการขอใบอนุญาตหลายใบให้อยู่ในใบเดียว (Super License) และผ่านระบบกลาง (Biz Portal) ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น ใบอนุญาตเปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และใบอนุญาตก่อสร้าง
3.2.การสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย (Championing Thai SME) - รัฐสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษี โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมผลักดันให้ได้รับการรับรอง “Made in Thailand” จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและขยายโอกาสในการส่งออก - ส่งเสริมการมอบสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อการันตีคุณภาพอาหารไทยซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ทั้งในและต่างประเทศ

3.3.การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI เพื่อจูงใจนักลงทุนไทยให้ลงทุนในเมืองน่าเที่ยวศักยภาพสูง เพื่อกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำ
* TRA GREAT: ผลงานตามนโยบายหลักเพื่อขับเคลื่อนอนาคตค้าปลีกไทย
สมาคมฯ เดินหน้านโยบายสำคัญภายใต้กรอบ “TRA GREAT” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาภาคค้าปลีกไทยอย่างเป็นระบบในระยะกลางถึงยาว ประกอบด้วย 5 แกนสำคัญ ดังนี้
- G – Global Hub of Lifestyle ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว และขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไทย
- การร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชนกับสมาชิกของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยในโครงการ “พลิกโฉม OTOP ไทยสู่โลก ออนไลน์ และ Modern Trade”
- R – Reinforce Retailer Competitiveness สร้างช่องทางจัดจำหน่ายให้ SMEs และสินค้าประจำจังหวัดใน ศูนย์การค้า และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Soft Loan)
- การร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม ตลาดนัด SME สัญจร โดย ซีพี แอ็กซ์ตร้า แคมเปญ “โชห่วย Go Plus” จำหน่ายสินค้าจากร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ณ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา
- การร่วมกับกรมการค้าภายในจัดจำหน่ายผลไม้สดในพื้นที่ของสมาชิกสมาคมฯ เช่น เดอะมอลล์ พารากอน ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เป็นต้น
- โก โฮลเซลล์ เตรียมการสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารพาณิชย์
- E – Elevate Human Capital
- พัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีก (Upskill, Reskill) พร้อมใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพกำหนดค่าจ้างแทน ค่าแรงขั้นต่ำ
- A – Accelerate Action on Environment and Sustainability ส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกสีเขียว
- โครงการฮักโลก Hug The Earth จัดโซนสินค้าฉลากรักษ์โลกในร้านค้าของสมาชิกฯ
- ลงนามความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งเสริมการแปรรูปน้ำมันใช้แล้วเป็นพลังงานเชื้อเพลิงอากาศยาน
- การใช้รถ EV ขนส่งสินค้า , การใช้โซลาร์ รูฟ ในร้านค้าของสมาชิกฯ
- T – Technology Adoption สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่การเป็น Smart Retail
- นำ AR/VR มาใช้ในร้านค้าเพื่อเพิ่มประสบการณ์ช้อปปิ้ง เป็นต้น

โครงการโดดเด่นของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (สิงหาคม 2567 – ปัจจุบัน)
1.การร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เป็นศูนย์กลางลงทะเบียนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครอบคลุม 400 บริษัท กว่า 2 แสนแห่งทั่วประเทศ อาทิ ภาคค้าปลีก ค้าส่ง ร้านค้าในศูนย์การค้า ศูนย์อาหาร ร้านอาหาร เป็นต้น
2.นำเสนอข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบสินค้านำเข้าราคาถูกและการสวมสิทธิ์นอมินี รวมทั้งสมาคมฯ ได้มีโอกาสหารือกับคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ส่งผลให้สมาคมฯ กลายเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่ผลักดันให้เกิดมาตรการปราบปรามอย่างจริงจัง
3.สนับสนุนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะวิสาหกิจรายย่อย (Micro SME) โดยร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายภายในห้างร้านและศูนย์การค้าของสมาชิก
4.นำเสนอมาตรการ Easy E-Receipt ให้กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยปลุกมู้ดการจับจ่ายใช้สอยได้เป็นอย่างดี
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมุ่งมั่นส่งเสริมผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ พร้อมขับเคลื่อนอีโคซีสเต็มของค้าปลีก ให้แข็งแกร่ง โดยเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน จะช่วยผลักผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน