“ซี.พี.แลนด์”แย้มแผน 5 ปี เตรียมอัดงบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน คุมเกมกระแสเงินสด ปลายปี’69-70 จ่อลุยบ้านหรูโซนตะวันออกกทม. มูลค่า 2 พันล้าน ปลื้ม “โซลวานี”นครสวรรค์-พิษณุโลก ดีมานด์กระเป๋าหนักพุ่ง
อสังหาริมทรัพย์

“ซี.พี.แลนด์”แย้มแผน 5 ปี เตรียมอัดงบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน คุมเกมกระแสเงินสด ปลายปี’69-70 จ่อลุยบ้านหรูโซนตะวันออกกทม. มูลค่า 2 พันล้าน ปลื้ม “โซลวานี”นครสวรรค์-พิษณุโลก ดีมานด์กระเป๋าหนักพุ่ง

“ซี.พี.แลนด์” กางแผน 5 ปีอัดงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ภายใต้การลงทุน 6 พอร์ตธุรกิจ ชูกลยุทธ์ “แนวราบ” เป็นหัวใจหลักบริหารความเสี่ยง หวังคุมกระแสเงินสดฝ่ามรสุมเศรษฐกิจและมาตรการแบงก์เข้มงวด แย้มเตรียมผุดบ้านหรูโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ความสำเร็จหลังส่งแบรนด์ระดับพรีเมียม “โซลวานี” (SOLVANI) บุกทุบตลาดหัวเมืองรองภาคกลางตอนบน เผยเศรษฐี-นักธุรกิจนครสวรรค์ควักเงินสดซื้อสูงถึง 40% ขณะที่พิษณุโลก ปิดดีลกลุ่มแพทย์-ข้าราชการฉลุย ลั่นหมดยุคสงครามราคา มั่นใจจุดแข็งรับประกันโครงสร้างเกิน 10 ปี ดันเป้ารายได้ปีนี้พุ่งทะลุ 800 ล้านบาท

 

นายดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด(มหาชน) หรือ CP LAND เปิดเผย ถึงแผนการ ดำเนินธุรกิจที่อยู่อาศัยว่า ยังเน้นการพัฒนาโครงการทั้งในรูปแบบของโครงการประเภทแนวราบ และคอนโดมิเนียม แต่จะให้น้ำหนักในการพัฒนาโครงการแนวราบมากกว่า เนื่องจากเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โครงการแนวราบจะบริหารจัดการได้ง่าย เพราะสามารถสร้างไปขายไปได้ และไม่ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนสะดุด ซึ่งแผนการดำเนินการในช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ คาดว่าจะลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท จาก 6 พอร์ตธุรกิจหลักของกลุ่ม CP LAND

ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยนั้น คาดว่าในช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 อาจจะมีการเปิดตัว 2 โครงการใหม่  ซึ่งจะเป็นบ้านเดี่ยวทั้ง 2 โครงการ ในทำเลกรุงเทพโซนตะวันออก รวมมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือโครงการละประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ สำหรับเป้าหมายการรับรู้รายได้ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวราบประมาณ 300 ล้านบาท และจากโครงการแนวสูง (คอนโดมิเนียม) อีกประมาณ 500 ล้านบาท

“กลยุทธ์ ‘แนวราบ’ คือหัวใจสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับโครงการแนวราบเป็นหลัก เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารจัดการ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด บริษัทสามารถปรับแผนการขายและการก่อสร้างได้ทันท่วงที ต่างจากโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียมที่เมื่อเริ่มดำเนินการแล้วจำเป็นต้องก่อสร้างให้เสร็จสิ้นตามแผน ทำให้บริหารจัดการกระแสเงินสดได้ยากกว่าหากตลาดเกิดการชะลอตัว”นายดำรงศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาครัฐจะมีการต่อมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง  แต่ทั้งนี้ก็อยากให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือที่เป็นยาแรงกว่านี้  เฉพาะสถาบันการเงินในช่วงที่ผ่านมาจะค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐมีการเจรจากับทางสถาบันการเงิน ในการผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และมีแรงจูงใจให้ประชาชนมีความต้องการซื้อบ้านมากขึ้น เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย ถ้าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับหลายธุรกิจ สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล

 

สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม ในหัวเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองรอง ไปตามแผนทั้งหมด 4 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 4,710 ล้านบาท คือ 2 โครงการแนวราบที่จังหวัดนครสวรรค์ และพิษณุโลก ภายใต้แบรนด์ “โซลวานี นครสวรรค์” (SOLVANI NAKHON SAWAN) และ“โซลวานี พิษณุโลก” (SOLVANI PHITSANULOK) และคอนโดฯ 2 โครงการ ในจังหวัดขอนแก่น โดยคอนโดฯโลว์ไรส์ พัฒนาภายใต้แบรนด์ “โซ-แอนด์” (SOū&)  และคอนโดฯไฮไลต์พัฒนาภายใต้แบรนด์ “รี–เน่”( RI–NÉ)

 

นายดำรงศักดิ์ กล่าวต่อถึง ภาพรวมตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจว่า มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การตัดสินใจเลือกบ้านในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือขนาดพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการอยู่อาศัย คุณภาพงานก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว โดยเฉพาะ นครสวรรค์และพิษณุโลกเป็น 2 เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคกลางตอนบน ที่มีฐานผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในตลาดยังมีจำกัด ส่งผลให้ทั้ง 2 จังหวัดเป็นทำเลยุทธศาสตร์ในการขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบนของ CP LAND โดยตั้งแต่ บริษัทรุกธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัยมาประมาณ 15 ปี พัฒนาบ้านเดี่ยวและคอนโดฯไปแล้วรวมประมาณ 37 โครงการ จากทั้งหมด 22 จังหวัด และยังมองหาการพัฒนาโครงการในจังหวัดอื่นๆอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ต้องดูศักยภาพของแต่ละจังหวัดด้วยว่าสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทหรือไม่

 

สำหรับโครงการ“โซลวานี นครสวรรค์” (SOLVANI NAKHON SAWAN) ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 52 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัย 48 ไร่ ซึ่งเป็นบ้านหรู ขนาดที่ดินตั้งแต่ 52-100 กว่าตารางวา ราคาตั้งแต่ 6.9-17 ล้านบาท รวม 201 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็นหลายเฟส โดยเฟสแรก มีจำนวน 23 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 16 ยูนิต และสามารถโอนได้แล้ว 8 ยูนิต โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ และข้าราชการในพื้นที่ ส่วนที่ดินที่เหลือด้านหน้าโครงการอีกประมาณ 4 ไร่ ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาในรูปแบบเชิงพาณิชย์ เช่น ปั๊มน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจานำปั๊มปตท.มาเปิดให้บริการ

ทั้งนี้ตลาดบ้านหรูในต่างจังหวัด โดยเฉพาะนครสวรรค์ และพิษณุโลก ดีมานด์มีกำลังซื้อดีมาก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากวิกฤติโควิด-19  ที่ดีมานด์เปลี่ยนพฤติกรรมจากการอยู่อาศัยคอนโดฯมาอยู่อาศัยบ้านเดี่ยวมากขึ้น  โดยนครสวรรค์ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจและข้าราชการ ส่วนที่จังหวัดพิษณุโลก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ และบุคลากรทางการแพทย์  ซึ่งในพื้นที่นครสวรรค์การแข่งขันตลาดแนวราบจากผู้ประกอบการรายใหญ่จากในกทม.ยังมีน้อย ปัจจุบันมีเพียง 2 รายหลัก คือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) และบริษัท เอพี(ไทยแลนด์)จำกัด(มหาชน) แต่เมื่อเทียบราคาแล้ว โครงการของ CP LAND  ถือว่าเป็นโครงการบ้านราคาแพงที่สุด ปัจจุบันราคาที่ดินในทำเลนี้มีการปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 5-10%ต่อปี หรือราคาประมาณ 6-10 ล้านบาท/ไร่

“มองว่าปัจจุบันหมดยุคของการเล่นสงครามราคาแล้ว แต่ในส่วนโครงการของบริษัทจะมีจุดแข็งด้านคุณภาพที่รับประกันเกิน 10 ปี และมั่นใจว่าลูกค้าที่ซื้อไปจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ ความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้าเป็นอย่างมาก และพบว่าในนครสวรรค์มีสัดส่วนมากถึง 40% ที่ซื้อบ้านด้วยเงินสด แต่ปัญหาการก่อสร้างโครงการในต่างจังหวัดคือเรื่องผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ตั้งแต่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่ส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศของตนเองไปหมดแล้ว แต่บริษัทก็จะใช้วิธีการคุยกับผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวนหลายรายด้วยกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ เพราะธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้”นายดำรงศักดิ์ กล่าว

 

นายดำรงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการพัฒนาเมืองของนครสวรรค์ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถดึงดูดนักธุรกิจเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านครสวรรค์จะเป็นหัวเมืองรอง แต่ก็มีความได้เปรียบและมีศักยภาพกว่าหัวเมืองหลัก เพราะมีทรัพยากรให้เลือกใช้ได้อีกมาก เช่น รถไฟทางคู่ ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีอัตราการเติบโต อีกทั้งการเดินทางก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก

ส่วน“โซลวานี พิษณุโลก” (SOLVANI PHITSANULOK) ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ (จากที่ดินทั้งหมดกว่า 30 ไร่)พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ขนาดที่ดินตั้งแต่ 52-120 ตารางวา ราคาขายเริ่มต้นที่ 6.9-150 ล้านบาท จำนวน 128 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 700 ล้านบาท โดยเฟสแรกก่อสร้างไปได้ 17 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 14 ยูนิต โดยในจำนวน 4-5 ยูนิต เป็นลูกค้ากลุ่มนายแพทย์ ส่วนที่เหลือจะเป็นข้าราชการในพื้นที่ จ.พิษณุโลก โดยสัดส่วนการซื้อด้วยเงินสดมีอยู่ประมาณ 25-30%

 

“หลังจากที่เราประสบความสำเร็จจากการพัฒนาคอนโดฯที่พิษณุโลกมาแล้ว เมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมืองนี้จะมีกลิ่นอายของความมีวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา ดังนั้นดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย จึงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่อยากพัฒนาบ้านระดับราคา 1-5 ล้านบาท ที่ยังมีการแข่งขันมาก และเสี่ยงเรื่องยอด Reject ดังนั้นบริษัทจึงรุกขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นแนวราบระดับพรีเมียมมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในพื้นที่ โดยพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนพิษณุโลกส่วนใหญ่จะชอบบ้านขนาดกลางและเล็ก แต่การตัดสินใจซื้อจะช้ากว่าคนนครสวรรค์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ การตัดสินใจจะรวดเร็วกว่า ส่วนการแข่งขันบ้านระดับพรีเมียมจากผู้ประกอบการรายใหญ่จากในกรุงเทพฯจะมีน้อย และการพัฒนาจะกระจัดกระจายกว่าเมื่อเทียบกับนครสวรรค์ที่ศูนย์กลางจะกระจุกตัว เพราะเป็นเมืองทางการค้า ส่วนราคาที่ดินที่พิษณุโลก ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินใน อ.เมือง จะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านบาท/ไร่ หรือปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี”นายดำรงศักดิ์ กล่าว

 

นายดำรงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่จ.พิษณุโลก เป็นเมืองทางการแพทย์ ดังนั้นโครงการ“โซลวานี พิษณุโลก” จึงไม่เน้นในเรื่องสงครามราคา แต่จะเน้นการขายที่ควบคู่กับเรื่องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness)ไปด้วย ล่าสุดได้เซ็นสัญญาบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโรงพยาบาลกรุงเทพ พิษณุโลก ในการตรวจสุขภาพฟรีให้กับลูกบ้าน พร้อมนำเสนอแพ็กเกจพิเศษให้กับลูกบ้านด้วย ขณะที่ “โซลวานี นครสวรรค์” จะเน้นการลด แลก แจก แถม เป็นหลัก ซึ่งกลยุทธ์การตลาดใน 2 จังหวัด ถือว่าเหมาะสมกับพฤติกรรมของลูกค้าที่พื้นที่

ส่วนที่ดินที่เหลืออีกกว่า 10 ไร่ ในอนาคตบริษัทฯมีแผนที่จะพัฒนาในรูปแบบของโรงแรม และธุรกิจเชิงพาณิชย์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

 

 

 

 

You can share this post!