BAM สยายปีกต่อยอดธุรกิจ จับมือ "กลุ่มไซมิส" เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจร่วมกัน ทั้งทางด้าน NPL และ NPA เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินต่อยอดความสำเร็จในกลยุทธ์หลักของ BAM ในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ นำร่องที่ดินศักยภาพภูเก็ต ขนาดระดับ L อยู่ในระหว่างพิจารณาศึกษาข้อมูล 2-3 แปลง คาดสรุปความชัดเจนได้ในไตรมาส 3/68 อนาคตอาจสานต่อทรัพย์ทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และเชียงใหม่ ที่เป็นจุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวทั่วโลก

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ไซมิส แอนด์ เวลธ์ จำกัด (SWAM) เพื่อร่วมมือทางธุรกิจในด้านบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายฐานธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้ง NPL และ NPA อย่างครบวงจร ซึ่งขอบเขตความร่วมมือเบื้องต้น BAM จะทำหน้าที่เป็นผู้คัดสรรและนำเสนอทรัพย์สินรอการขายให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนา ซ่อมแซม และเพิ่มมูลค่า ทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “พลิกทรัพย์ร้างให้กลายเป็นทรัพย์สร้างกำไร” สร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดต้นทุนการถือครองทรัพย์สิน
นอกจากนั้น ยังประสานความร่วมมือทางด้านการบริหารจัดการ NPL เพื่อให้การลงนามครั้งนี้ เป็นก้าวที่สำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยการผนึกกำลังความเป็นมืออาชีพและความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 องค์กร เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า BAM ยังคงเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ Partnership ด้วยการบริหารจัดการ NPL และจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยด้านกลุ่มพันธมิตร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) ซึ่งสืบทอดความเชี่ยวชาญจาก บริษัท ฤทธา จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของไทย ก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และไซมิส แอนด์ เวลธ์ ผู้รับซื้อและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ โดยพร้อมสนับสนุน BAM ในการเพิ่มมูลค่าทรัพย์และพัฒนาโครงการเพื่อจำหน่าย ให้เช่า และให้บริการธุรกิจโรงแรม และอื่นๆ การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ได้เดินหน้าขยายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริหาร NPL และ NPA อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน BAM มีหนี้ด้อยคุณภาพในความดูแลกว่า 91,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 498,000 ล้านบาท และมีทรัพย์สินรอการขายกว่า 24,000 รายการ ราคาประเมินรวมกว่า 74,000 ล้านบาท
.jpg)
โดยสินทรัพย์ที่จะนำเสนอให้กลุ่มไซมิสฯ จะเป็นที่ดินระดับ L ซึ่งเป็นที่ดินค่อนข้างใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ BAM ได้ทำ MOU กับกลุ่ม วี บียอนด์ ซึ่งเป็นระดับ M มาก่อนแล้ว ทั้งนี้การได้พันธมิตรที่เป็นมืออาชีพมาร่วมดำเนินงาน จะช่วยให้ BAM สามารถลดระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพลง จากเดิมเฉลี่ยที่ 7.5-7.8 ปี เหลือเพียง 3.7-4.2 ปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงาน ยังช่วยลดภาระรายจ่ายในการดูแล โดยเฉพาะดอกเบี้ยจ่าย อีกทั้ง ยังทำให้เพดานของสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของ BAM ดีขึ้นอีกด้วย
สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2568 เชื่อว่า ผลเรียกเก็บจะยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับครึ่งปีแรกที่มีผลการเรียกเก็บสูงเกินเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายใหญ่ 2,800 ล้านบาท และขายทรัพย์แปลงใหญ่ 1,450 ล้านบาท ทั้งนี้ BAM มีเป้าหมายที่จะสร้างผลเรียกเก็บตลอดปี 2568 รวม17,800 ล้าน ซึ่งขณะนี้มีผลเรียกเก็บแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท เชื่อว่า ณ สิ้นปีตัวเลขผลเรียกจะมีไม่ต่ำกว่า 70-80% อย่างแน่นอน

นางสุนันทา สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA กล่าวว่า การร่วมมือกับ BAM ครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ SA และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไซมิส แอนด์ เวลธ์ จำกัด (SWAM) สามารถพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก BAM ถือเป็นองค์กรหลักในระบบบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินรอการขายของประเทศ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 25 ปี และมีจุดแข็งในการเพิ่มมูลค่าทรัพย์ก่อนส่งกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นพันธมิตรที่ช่วยต่อยอดกลยุทธ์ของบริษัทฯ ได้อย่างลงตัว
“บริษัทฯ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะต่อยอดขีดความสามารถในการพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งจากทรัพย์หลักประกันและทรัพย์อื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ระยะยาว พร้อมยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารทรัพย์สินด้อยคุณภาพทั้ง NPA และ NPL ให้สามารถพลิกฟื้นเป็นทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างมูลค่าใหม่อย่างยั่งยืน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อองค์กร ลูกหนี้ และเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมนำพาทุกฝ่ายไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคง” นางสุนันทา กล่าว
ซึ่งในเบื้องต้นโครงการนำร่องที่จะเริ่ม “คิกออฟ” ภายหลังความร่วมมือในครั้งนี้ คือ Quick Wins จังหวัดภูเก็ต ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และหาข้อมูลทางตลาด ซึ่ง BAM ได้เสนอที่ดินเปล่าขนาด 15–20 ไร่ จำนวน 2–3 แปลง ในทำเลศักยภาพของภูเก็ต ให้กลุ่มไซมิสฯ พิจารณา ซึ่งอาจะพัฒนาเป็นโครงการอสังหาฯ แบบมิกซ์ยูส ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายต่างชาติผู้มีกำลังซื้อสูง ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล คาดว่าจะเป็นความชัดเจนได้ในไตรมาส3 /2568
“จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นแหล่งการลงทุนทำธุรกิจและพักอาศัยหลังวัยเกษียณของชาวต่างชาติ ซึ่งนั่นจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ ทั้งนี้ หลังจากทำโครงการนำร่องดังกล่าวแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินโครงการต่อไปในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวมถึงโครงการที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลกเช่นกัน”นางสุนันทา กล่าว
ด้าน นางตุลณยา เองตระกูล กรรมการบริษัท บริหารสินทรัพย์ ไซมิส แอนด์ เวลธ์ จำกัด ( SWAM) ประกอบธุรกิจบริหารสินทรัพย์ กล่าวว่า SWAM จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและเป็นที่ปรึกษาทางด้านการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ของ BAM อาทิเช่น กรณีที่ทรัพย์ BAM เข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด ทาง SWAM จะเข้ามาบริหารจัดการ และ/หรือ จะพิจารณาทรัพย์สินประเภทที่อยู่อาศัยและค้าปลีก เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เพื่อนำมารีโนเวทและจำหน่ายต่อในตลาด เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยระบายทรัพย์ NPA ของ BAM อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เราเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในตลาดสินทรัพย์รอการขาย ร่วมกับ BAM และองค์กรชั้นนำทั้งในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ SWAM สามารถต่อยอดแนวทางการบริหารทรัพย์สินของบริษัทได้อีกมาก ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือครองทรัพย์ รวมถึงเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคต” นางตุลณยา กล่าว
ทั้งนี้ ความร่วมมือนี้ดังกล่าวยังเป็นการสร้างโอกาสในการตอบโจทย์ Real Demand ในตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในราคาที่เอื้อมถึง โดยเฉพาะทรัพย์สิน NPA และ NPL ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มหลังการรีโนเวท ด้วยองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง และประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สามารถแปลงทรัพย์สินที่ด้อยมูลค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจริง เป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ผ่านการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยการนำทรัพย์สินที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ทั้งยังมีส่วนช่วยลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม