การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทยเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ล้อประคองหลุด” ของรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง เมื่อต้นปี 2567 อุบัติเหตุครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งในประเทศ
ในสกู๊ปพิเศษนี้ FULL MAX เราจะพาท่านผู้อ่านไปเปิดเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการแก้ไขปัญหา และมาตรการป้องกันที่หน่วยงานเกี่ยวข้องได้นำมาใช้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในไทยยังคงความปลอดภัย
จุดเริ่มต้นของปัญหา “ล้อหลุดครั้งแรกในโลก”
เหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ใช้บริการเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2567 เมื่อ “ล้อประคอง” ของรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลืองหลุดออกจากขบวนรถขณะให้บริการ และกระแทกใส่รถแท็กซี่ที่สัญจรด้านล่าง แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหนักจากเหตุการณ์นี้ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในระบบรถไฟฟ้าโมโนเรล
นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า การเกิดปัญหาล้อหลุดนี้ ถือเป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันจากบริษัทผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Alstom ที่ให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก
"ความร้อนเสียดสี" ต้นตอปัญหา
จากการสืบสวนและตรวจสอบของบริษัทอัลสตอมและผู้เชี่ยวชาญ รฟม. พบว่าปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ล้อหลุดครั้งนี้คือ “ความร้อนเสียดสี” ภายในตลับลูกปืนและดุมล้อ ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวระหว่างการเดินรถ เมื่อความร้อนสะสมเกินจุดที่วัสดุรองรับได้ ชิ้นส่วนจึงเกิดการหดตัวและขยายตัว ทำให้ล้อหลุดออกมาในที่สุด
สิ่งที่น่ากังวลคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่คาดคิด แม้ว่าบริษัทอัลสตอมจะเคยใช้งานระบบนี้ในหลายประเทศ แต่ไม่เคยพบเหตุการณ์ล้อหลุดเช่นนี้ การตรวจสอบและหาทางแก้ไขจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
รวมมือแก้ไขปัญหาและมาตรการป้องกัน
หลังจากเกิดเหตุการณ์ล้อหลุด นายสาโรจน์ ได้นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโรงงานของ CRRC Puzhen Alstom Transportation Systems Limited (PATS) ที่มณฑลอานฮุย ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูเพื่อให้มั่นใจว่าโรงงานผู้ผลิตกำลังดำเนินการตามมาตรฐานและแก้ไขปัญหาดังกล่าว
การแก้ไขปัญหาหลักที่เกิดจากความร้อนเสียดสีคือการติดตั้ง “ระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบอิเล็กทรอนิกส์” ที่ชุดล้อประคอง (Guide wheel end cap) โดยระบบนี้จะเชื่อมต่อกับระบบควบคุมจัดการในขบวนรถ (Train Management System - TMS) และจะส่งสัญญาณเตือนไปยังศูนย์ควบคุมทันทีหากอุณหภูมิภายในชุดล้อประคองสูงเกิน 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ การแจ้งเตือนนี้จะช่วยหยุดการเดินรถทันทีเพื่อตรวจสอบปัญหาและป้องกันเหตุการณ์ซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ยังมีการเสริมความแข็งแกร่งโดยเพิ่ม “นอตยึดล็อก” อีก 6 จุดบนฝาครอบชุดล้อประคองเพื่อป้องกันล้อหลุดร่วง โดยแต่ละนอตได้รับการออกแบบและทดสอบเพื่อให้รับน้ำหนักและแรงเสียดทานได้มากยิ่งขึ้น
รฟม - Alstom ลุยเปลี่ยนล้อใหม่ทั้งระบบ
การแก้ไขปัญหาไม่เพียงแค่การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและนอตล็อกเท่านั้น รฟม. และ Alstom ยังได้ดำเนินการเปลี่ยนล้อรถไฟฟ้าทั้งหมดในสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,456 ล้อ ครอบคลุมทั้งหมด 72 ขบวนรถ โดยการนำร่องติดตั้งล้อชุดใหม่ใน 2 ขบวนแรกจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์นี้ และจะทดสอบการใช้งานจริงภายในระยะเวลา 3 เดือน หากไม่มีปัญหาใด ๆ จะเริ่มเปลี่ยนล้อทุกขบวนในต้นปี 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 9 เดือน
บทเรียนสำคัญและการปรับปรุงระบบขนส่งในอนาคต
เหตุการณ์ล้อหลุดนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบขนส่งมวลชนที่เข้มงวด แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้รับการใช้งานในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดเดาได้ การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและการเพิ่มมาตรการป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ล้อหลุดนั้นอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารอย่างรุนแรง แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ดีให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าการปรับปรุงและพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยังคงเป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ในอนาคต การบำรุงรักษาและตรวจสอบเทคโนโลยีการขนส่งอย่างสม่ำเสมอจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบขนส่งมวลชนของไทยสามารถพัฒนาไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง