“BLAND” ผนึก “AIS”ทรานส์ฟอร์มปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ บนที่ดิน 4,000 ไร่ รอบ “เมืองทองธานี”โคตรมหานครดิจิทัลแสนล้าน ท้าชนบิ๊กโปรเจกต์กรุงเทพฯและสิงคโปร์
อสังหาริมทรัพย์

“BLAND” ผนึก “AIS”ทรานส์ฟอร์มปูพรมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ บนที่ดิน 4,000 ไร่ รอบ “เมืองทองธานี”โคตรมหานครดิจิทัลแสนล้าน ท้าชนบิ๊กโปรเจกต์กรุงเทพฯและสิงคโปร์

"บางกอกแลนด์" ควง"เอไอเอส" ประกาศพลิกโฉม "เมืองทองธานี" เนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ สู่ "Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City" เมืองอัจฉริยะต้นแบบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยทุนหนาและโครงข่ายอัจฉริยะ 5G-Advanced เสียบสายตรงไฟเบอร์ทูโฮมยกระดับคุณภาพชีวิตคน 3 แสนชีวิตต่อวัน ปักหมุดกวาดเค้กกลุ่มไมซ์ ลั่นคือมรดกทางเทคโนโลยีที่จะบีบให้คู่แข่งทุกรายในน่านน้ำต้องปรับตัว ส่วนความคืบหน้าแผนผุดมิกซ์ยูสรอบทะเลสาบ เตรียมเซ็นสัญญาดึงแบรนด์หรู "Hilton" และ "Hilton Garden Inn" ผุด 2 โรงแรมยักษ์ 870 ห้อง ทะลวงงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ด้านห้างสรรพสินค้า พร้อมสลัดภาพจำเจ เน้นสร้าง"Unique Point" ระดับโลก ด้านบิ๊กมือถือ พร้อมหอบสุดยอดเทคโนโลยีทั้ง 5G-Advanced, WiFi 7, Sovereign Cloud และ Sovereign AI สาดใส่พื้นที่เมืองทองธานี เชื่อมโยงระบบความปลอดภัยกล้อง AI CCTV แบบ Bird's Eye View ครบวงจร เพื่อสถาปนา "Intelligent Infrastructure" ที่เหนือชั้นกว่าทุกจังหวัดและสิงคโปร์ หวังแก้ปัญหาทราฟฟิกมหาศาล -วางรากฐานนวัตกรรม 3 มิติหลัก: Smart Living ความเร็วเน็ตบ้าน 2Gbps, Education แบบ Virtual Classroom และ Telemedicine เต็มรูปแบบ เผยโมเดลนี้คือ "ต้นแบบความสำเร็จ" ที่เตรียมนำไป Copy & Paste ในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) พร้อมสยบความกังวลเรื่องค่าไฟดาต้าเซ็นเตอร์ มั่นใจสเกลคน 20 ล้านคนต่อปีในพื้นที่ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าแล้วเสร็จใน 12 เดือน

 

นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BLAND เปิดเผยว่า ได้มีทิศทางการดำเนินงานที่จะยกระดับ "เมืองทองธานี" จากการเป็นเพียงเมืองบริวาร (Satellite City) และศูนย์รวมงานอีเวนต์ระดับโลก สู่การเป็น "Smart City" หรือเมืองอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ที่เน้นความสะดวกสบายและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นการพัฒนาไม่มีจุดสิ้นสุดแบบตายตัว แต่เป็นการปรับตัวตามความต้องการใหม่ของยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการสร้างผลประโยชน์แบบ "Win-Win" ให้กับทุกฝ่าย ทั้งตัวองค์กร พนักงาน และที่สำคัญที่สุดคือผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ของเมืองทองมีทั้งหมดกว่า 4,000 ไร่ ดังนั้นการบริหารจัดการ "ไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ทำ" ต้องอาศัยการผนึกกำลังกับพันธมิตรและเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งมาอย่างยาวนาน ทั้งสถาบันการเงิน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐเสริมความแข็งแกร่งด้วย

ล่าสุดจึงได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS) นำเครือข่าย 5G, เน็ตบ้าน และโซลูชันเพื่อองค์กร ยกระดับพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ปูพรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City” ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะมาเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในทุกมิติ

ความร่วมมือครั้งสำคัญกับ AIS ในครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะความสัมพันธ์มาหลายปี จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB ตัดสินใจย้ายฐานทัพเข้าสู่พื้นที่ หลังศึกษาข้อมูลเชิงลึกพบค่าครองชีพและสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์พนักงานอย่างดีเยี่ยม มุ่งหวังปักหมุดเมืองทองธานีให้เป็น "Smart and Content City" ที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อเป็นมรดกให้คนรุ่นถัดไปได้ใช้งานและพัฒนาต่อยอดอย่างไม่สิ้นสุด

โดยแกนกลางของการขับเคลื่อนโครงการนี้คือการสร้างผลประโยชน์ที่ทุกฝ่ายได้รับ หรือ "Win-Win Situation" เมื่อมีการวางเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ไม่เพียงแต่บริษัทจะบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นและพนักงานมีเป้าหมายที่แน่นอนเท่านั้น แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ ทำธุรกิจ หรือเข้ามาติดต่อธุระในพื้นที่เมืองทองธานีจะได้รับประโยชน์จากการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ผู้คนสามารถปรับตัวและคุ้นชินกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เปรียบเสมือนการเรียนรู้การใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ในโทรศัพท์มือถือที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านเพื่อให้ผู้ใช้ไม่เกิดความสับสน

“สำหรับเมืองทองธานี Smart & Connected City ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง แต่คือการทำให้ทั้งเมืองทำงานได้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตของทุกคนในพื้นที่ ดิจิทัลและเทคโนโลยีจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิด Live–Work–Play–Learn เกิดขึ้นได้จริง โดยเชื่อมโยงการอยู่อาศัย การทำงาน ความบันเทิง และการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูล บริการ กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ในด้านการศึกษา เทคโนโลยีจะช่วยเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำดิจิทัลมาต่อยอดบริการ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้มากขึ้น ส่วนการบริหารเมือง เทคโนโลยีอย่าง Smart AI CCTV, Smart Traffic Management System และระบบข้อมูล จะช่วยให้เมืองทองธานีปลอดภัย คล่องตัว และรองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับ AIS จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในเมืองเดียวอย่างเป็นรูปธรรม” นายพอลล์ กล่าว

ในโลกยุคปัจจุบัน การพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ดังนั้นการมีพันธมิตร (Partnership)จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้ร่วมมือกับ AIS ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์หลัก นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกับ เทศบาลนครปากเกร็ด ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญและยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาพื้นที่ในภาพรวมร่วมกัน ตั้งแต่การจัดการขยะไปจนถึงระบบขนส่งมวลชน เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการพัฒนาภายในเขตเมืองทองธานีเท่านั้น แต่ต้องการขับเคลื่อนให้ทั้งอำเภอปากเกร็ดและพื้นที่ใกล้เคียงเติบโตไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังให้เมืองทองธานีเป็นต้นแบบการพัฒนาที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างความเติบโตที่ครอบคลุมไปถึงระดับจังหวัดและสังคมโดยรวม ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองยุคใหม่

ทั้งนี้ที่ผ่านมา BLAND ได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาหลายด้านเพื่อปูทางสู่การเป็น Smart City มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้

-Waste Management: การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะภายในเมือง

-Transportation: การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและการจัดการจราจร รวมถึงการบริหารจัดการระบบแท็กซี่ และการเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าเพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบนอกเริ่มเลือนลางลง กลายเป็นพื้นที่ Greater Bangkok ที่ขยายใหญ่ขึ้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าที่ทำให้การเข้าถึงเมืองทองธานีสะดวกเหมือนอยู่ใจกลางเมือง การพัฒนาเมืองทองธานีในครั้งนี้จึงมุ่งหวังให้ผลลัพธ์ที่ได้แผ่ขยายออกไปกว้างกว่าเพียงคนในพื้นที่ แต่รวมถึงการแบ่งปันความรู้และวิธีการพัฒนาเมืองร่วมกับคนในปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และสังคมโดยรอบ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน ดังนั้น การลงแรงร่วมใจกันพัฒนาในครั้งนี้เปรียบเสมือนการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานและคนรุ่นถัดไป ได้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยใช้ประโยชน์ต่อ และสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนา (Adapt) ให้เข้ากับยุคสมัยในอนาคตได้ โดยถือว่าวันนี้เป็น "จุดเริ่มต้นที่ดี" ในการผลักดันเมืองทองธานีสู่มาตรฐานใหม่ของเมืองอัจฉริยะระดับโลก”นายพอลล์ กล่าว

นายพอลล์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ AIS จะมีความเข้มข้นเป็นพิเศษในพื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการ IMPACT โดยจะเป็นความร่วมมือแบบ Exclusive สำหรับบริการแก่ผู้จัดงาน (Exhibitor) และผู้เข้าชมงาน (Visitor) อย่างไรก็ตามการเป็น Exclusive ไม่ได้ปิดกั้นผู้ให้บริการรายอื่นเสียทีเดียว แต่ AIS จะเป็นแกนหลักที่ผู้อื่นสามารถมาเชื่อมต่อ (Plug-in) ในระบบได้

สำหรับข้อกังวลเรื่องค่าบริการ มั่นใจว่าราคาจะเป็นไปตามมาตรฐานตลาดและมีการแข่งขันที่ยุติธรรม เนื่องจาก AIS และ 3BB เองก็มีคู่แข่งในตลาดที่ต้องเปรียบเทียบทั้งในด้านความเร็วและราคาอยู่แล้ว อีกทั้งการตั้งราคาของ IMPACT ต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการแข่งขันกับศูนย์ประชุมอื่นๆ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้รูปแบบการเป็นพันธมิตร (Partnership) ที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน โดย AIS จะเป็นผู้ลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เชี่ยวชาญ ในขณะที่เมืองทองธานีจะจัดเตรียมสถานที่และดำเนินการต่อยอดนวัตกรรม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การนำโครงข่ายไฟเบอร์ที่ AIS วางระบบไว้ทั่วเมืองมาเชื่อมต่อกับระบบ AI-CCTV ซึ่งทาง BLAND จะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ภาพและการบริหารจัดการเมืองในมุมกว้าง (Bird's Eye View) ตามเป้าหมายการเป็น Smart City

“การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart City ของเมืองทองธานีจะดำเนินการในรูปแบบรายเฟส (Phasing) เนื่องจากการทำงานในพื้นที่อย่าง IMPACT ต้องสอดรับกับช่วงเวลาที่ไม่มีการจัดงานเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าทราฟฟิกในเมืองทองธานีมีความหนาแน่นสูงมาก โดยหากนับรวมทั้งผู้อยู่อาศัยและผู้ที่เข้ามาทำงานจะมีจำนวนถึง 300,000 คนต่อวัน ขณะที่ข้อมูลสถิติจากระบบของ AIS พบว่ามีผู้เข้าออกพื้นที่เมืองทองธานีสูงถึง 2.2 ล้านคนต่อเดือน หรือคิดเป็นปีละกว่า 20 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับฐานข้อมูลของ BLAND ที่นับรวมผู้เข้าชมงาน IMPACT ประมาณ 6-7 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับกลุ่มผู้อยู่อาศัยและวัยทำงานในพื้นที่ทั้งหมด การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งจึงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการเมืองที่มีพลวัตสูงเช่นนี้อย่างยั่งยืน”นายพอลล์ กล่าว

นายพอลล์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดินผืนใหญ่บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี ว่า การพัฒนาจะครอบคลุมทั้งโครงการที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และรีเทล โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเตรียมเซ็นสัญญาดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง “Hilton” เข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งจะสร้างโรงแรมใหม่เพิ่ม 2 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรมฮิลตัน ระดับ 5 ดาว ขนาด 370 ห้อง และโรงแรมฮิลตัน การ์เด้นท์ อินน์ ในระดับ 4 ดาว ขนาด 500 ห้อง คาดว่าจะเริ่มได้ในไตรมาส 1 ปี 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปลายปี 2570-ต้นปี 2571 ด้วยงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาทซึ่งรายละเอียดในการเข้าบริหาร คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2569 นี้

ขณะเดียวกันในส่วนของพื้นที่รีเทล บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรรายใหญ่หลายราย รวมถึงเครือเซ็นทรัลฯ ที่เคยมีการนำเสนอโครงการไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีการติดตามผลต่ออย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับรายอื่น เช่น เครือเดอะมอลล์ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงผูกพันกับใคร ซึ่งโจทย์สำคัญของ BLAND คือการไม่พัฒนาห้างสรรพสินค้าในรูปแบบเดิมๆ ที่ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่แล้วในย่านแจ้งวัฒนะ แต่ต้องการสร้าง "Unique Point" หรือจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อให้โครงการมีความจำเป็นและดึงดูดใจ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคได้จริง ซึ่งขณะนี้ทีมงานกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแนวคิดดังกล่าวให้ชัดเจน

“ขณะนี้การดำเนินงานกำลังก้าวไปทีละขั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรมที่มีความคืบหน้าไปมากในเรื่องจำนวนห้องพักและแบรนด์ที่จะเข้ามาบริหาร ซึ่งเบื้องต้นมีการเจรจากับแบรนด์ “Hilton” แม้ในปัจจุบันจะยังไม่ได้มีการลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก และทางบริษัทมีความคาดหวังว่าจะสามารถสรุปผลและเซ็นสัญญาให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้”นายพอลล์ กล่าว

 

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มงานลูกค้าบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส (AIS) กล่าวว่าความร่วมมือในการพัฒนาเมืองทองธานีในครั้งนี้ ถือเป็นโครงการอัจฉริยะ (Smart City) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเชิงพื้นที่ที่เอกชนเป็นผู้รันโครงการ โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,000 ไร่, ความยิ่งใหญ่ของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ขนาด แต่คือความหลากหลายของมิติการใช้งานที่เกือบจะเทียบเท่ากับจังหวัดหนึ่ง เนื่องจากประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัย บริษัทเอกชน หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และศูนย์ประชุมระดับสากล ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคล้ายกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องมีโครงสร้างเฉพาะด้าน และถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยสู่การเป็น "Intelligent Infrastructure" หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคมยุคใหม่ โดยปักหมุด "เมืองทองธานี" เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีจำนวนผู้คนหมุนเวียนกว่า 2.2 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งถือเป็นสเกลที่ใหญ่กว่าหลายจังหวัดในไทย

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ AIS พร้อมนำเทคโนโลยีสื่อสารระดับโลก ทั้ง 5G Advance ซึ่งนับว่าดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่เข้าถึงทุกที่พักอาศัย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอย่าง Data Center และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Sovereign Cloud และ Sovereign AI เข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะ มุ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตใน 3 มิติหลัก ได้แก่ Smart Living การศึกษายุคใหม่ และระบบสาธารณสุขทางไกล (Telemedicine) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคมเมืองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

บทบาทหลักของ AIS คือการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารโทรคมนาคม (Digital Communication Infrastructure) ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "Intelligent Infrastructure" หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เปี่ยมด้วยปัญญา เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้น โดยโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่อินเทอร์เน็ต แต่รวมถึงองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย

1.ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ 5G ทั่วเมืองทองธานี พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน ทั้งการไลฟ์สตรีม, Immersive Experience, Extended Reality, Hologram และการถ่ายทอดสดคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์

2.ยกระดับทุกครัวเรือนสู่ Smart Living ด้วยเน็ตบ้าน AIS 3BB Fibre3 และมาตรฐานใหม่ของอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi 7 ช่วยให้บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชนเชื่อมต่อได้รวดเร็ว เสถียร และพร้อมรองรับบริการอัจฉริยะในอนาคต ตั้งแต่ Smart Home, Work from Home ไปจนถึง Telemedicine และระบบติดตามสุขภาพจากระยะไกล

3.ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับยุค AI ด้วยโซลูชัน Hyper Connectivity, Sovereign Cloud, Data Center และ AI Solutions เพื่อช่วยให้อาคารสำนักงานและผู้ประกอบการขับเคลื่อน Digital Transformation ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับ Cloud ระดับโลก การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการ Managed Service โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ

4.ยกระดับประสบการณ์คอนเสิร์ตและอีเวนต์ของ IMPACT ด้วยเครือข่าย WiFi และระบบเชื่อมต่อที่รองรับผู้ร่วมงานจำนวนมาก ให้การสื่อสาร ธุรกรรม และ Digital Engagement ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ Exhibitor และผู้จัดงาน รวมถึงการต่อยอดบริการ 5G VIP Ultra และ Boost Mode บนเครือข่าย 5G SA เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น สำหรับผู้ร่วมงาน

ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลดังกล่าวจะต่อยอดสู่การบริหารเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมเทคโนโลยีเพื่อวิถีดิจิทัล ทั้ง AI CCTV, Smart Access, Digital Signage, Smart Meter, IoT, ระบบชำระเงินดิจิทัล, Data Analytics, Digital Library, Virtual Classroom และ Cyber Security พร้อมเชื่อมข้อมูลจากศูนย์ประชุม พื้นที่ธุรกิจ ที่พักอาศัย ค้าปลีก สถานศึกษา หน่วยงานด้านความมั่นคง และพื้นที่สาธารณะเข้าสู่ Smart City Data Platform และ Digital Twin เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของเมืองแบบเรียลไทม์ วางแผนการจราจร พลังงาน การใช้พื้นที่ และความปลอดภัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ให้กับผู้คน ธุรกิจ และชุมชน พร้อมผลักดันเมืองทองธานีสู่ต้นแบบ Smart & Connected City ที่บริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาด ปลอดภัย และรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทุกคน

ในด้านของผู้บริโภค โครงการนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจนใน 2 ส่วนหลัก

1.Mobile 5G Advance และ Coverage: ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ในเมืองทองธานีอาจอยู่ที่ประมาณ 70% แต่เป้าหมายคือการเข้าถึง (Penetrate) ให้ได้มากกว่า 98% ขึ้นไป โดยเฉพาะในจุดที่มีปัญหาอย่าง Impact Arena ซึ่งในอดีตอาจพบปัญหาสัญญาณเข้าไม่ถึงเนื่องจากโครงสร้างเดิมไม่รองรับการใช้งานที่หนาแน่นระดับคอนเสิร์ต ครั้งนี้จะมีการยกระดับสัญญาณให้รื่นไหลและเสถียรยิ่งขึ้น

2.Fiber to Home & Room: สำหรับผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมและบ้านเรือนที่เป็นหลักแสนคนในพื้นที่ จะมีการนำใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) เข้าไปถึงทุกห้องพักเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 2Gbps อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากโครงสร้างเดิมที่อาจยังเข้าไม่ถึง

โดยเหตุผลสำคัญที่ AIS เลือกพัฒนาเมืองทองธานีอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็น "เมืองขนาดใหญ่" (Satellite City) ที่มีความซับซ้อนและมีศักยภาพสูงมาก นายปรัธนาระบุว่าปริมาณผู้คนที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และร่วมกิจกรรมในเมืองทองธานีมีจำนวนมหาศาล โดยมียอดผู้หมุนเวียนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในหลายจังหวัดของประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสมผสานกับวิสัยทัศน์ของเมืองทองธานีจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะโชว์เคสการใช้ AI และแพลตฟอร์มอัจฉริยะต่างๆ ในสเกลเมืองที่ใช้งานได้จริง

ความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.Smart Living (การอยู่อาศัยอัจฉริยะ): การนำระบบ Automation และ Digital Service เข้ามาติดตั้งในบ้านและคอนโดมิเนียม เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันแบบสมบูรณ์แบบ

2.Education (การศึกษายุคใหม่): สนับสนุนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็น Virtual Classroom และการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ที่ไร้ขีดจำกัดผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้มแข็ง

3.Health Care (สาธารณสุขทางไกล): ด้วยจำนวนคนที่หนาแน่น ระบบ Telemedicine จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดย AIS จะทำให้การปรึกษาแพทย์ทางไกลเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกมุมของเมืองทองธานีผ่านโครงข่ายที่เสถียรและรวดเร็ว

“กลุ่มผู้ที่เข้ามาใช้บริการศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการที่มีคนเรือนหมื่นเรือนแสน AIS จะเข้าไปเสริมประสิทธิภาพทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูล (Connectivity) การถ่ายทอดสด (Live Broadcasting) และการเข้าถึงงานผ่านระบบดิจิทัลจากภายนอก นอกจากนี้ ยังรวมถึงการนำระบบ Cyber Security และศูนย์มอนิเตอร์ความปลอดภัยระดับสูงเข้ามาใช้ โดยมีการรวบรวมข้อมูลผ่านระบบความเร็วสูงเพื่อประมวลผลด้วย AI และ Cloud ของแต่ละบริษัท เพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของธุรกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง สิ่งที่เห็นในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "ตัวแปรขยาย" (Amplify) ที่ทำให้โครงสร้างใหญ่ของเมือง ทั้งในด้านการใช้ชีวิต ธุรกิจ และสังคม เกิดการพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าเดิม”นายปรัธนา กล่าว

นายปรัธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มุ่งหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ตั้งแต่การอยู่อาศัย ภาคธุรกิจ ไปจนถึงสถาบันการศึกษา โดยเน้นการแก้ปัญหาพื้นที่อับสัญญาณในจุดจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ และการนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 2Gbps เข้าถึงทุกครัวเรือน ซึ่ง AIS มั่นใจว่าโมเดลนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะเห็นความสมบูรณ์ของโครงการทั้งหมดภายใน 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตามไม่รู้สึกกังวลต่อนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการคิดอัตราค่าไฟแยกสำหรับ Data Center เนื่องจากเชื่อมั่นว่าทุกนโยบายออกมาเพื่อส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในภาพรวม

“ความคืบหน้าของโครงการนี้ จะเน้นสร้างระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่เข้มข้น ครอบคลุมทั้งระบบความปลอดภัย ความบันเทิง และการบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าที่จะยกระดับให้เมืองทองธานีและศูนย์แสดงสินค้า IMPACT เป็นฮับสำคัญไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่เป็นฮับสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยคาดว่าโครงการทั้งหมดจะมีความพร้อมและเห็นรูปแบบที่สมบูรณ์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือนต่อจากนี้”นายปรัธนา กล่าว

นายปรัธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า AIS มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ในการทำให้ Digital Infrastructure นี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเมืองทองธานี โดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในโครงการเท่านั้น แต่จะกระจายตัวไปยังบริษัทห้างร้าน หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงประชาชนโดยรอบในพื้นที่อำเภอปากเกร็ดและจังหวัดนนทบุรีทั้งหมด ซึ่ง AIS มุ่งมั่นที่จะยกระดับเมืองทองธานีให้กลายเป็น "ฮับสำคัญ (Hub)" ของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติและประชาชนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้อย่างยั่งยืน

นายปรัธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า โมเดลการพัฒนาครั้งนี้ครอบคลุมมิติองค์รวม ทั้งกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มธุรกิจองค์กร โดยเมืองทองธานีถือเป็นศูนย์รวมของหน่วยงานสำคัญ เช่น ศูนย์บัญชาการตำรวจ และศูนย์บัญชาการไฟเบอร์ ซึ่งความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ต่าง ๆ จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถเข้ามาตั้งสำนักงานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ AIS ยังมีแผนที่จะนำโมเดลความสำเร็จนี้ไปขยายผลในพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น ๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ปัจจุบัน AIS เป็นผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่แล้วแทบทุกแห่ง

โดยการลงทุนในครั้งนี้เปรียบเสมือนการสร้างรากฐานและมรดกทางเทคโนโลยีให้กับคนรุ่นถัดไป เพื่อให้สามารถนำโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยนี้ไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับยุคสมัยในอนาคตได้อย่างไม่สิ้นสุด ทั้งนี้ AIS จะมีการประกาศผลการดำเนินงานและทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 นี้

 

 

 

 

 

You can share this post!