สเต็ป ฟอร์เวิร์ด กรุ๊ป ผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “สมาร์ทโฮม”ไม่หวั่นแพลตฟอร์มต่างชาติแห่ชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กยังโตต่อเนื่อง เหตุผู้บริโภคยังต้องการการบริการ-ประกันสินค้า ราคาจับต้องได้ ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวม 20,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% จากตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตั้งเป้า 2 ปีขึ้นแท่นเบอร์ 1 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ประกาศไม่มีนโยบายเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แย้มปฏิเสธกลุ่มธุรกิจการเงินจากสหรัฐหลังเข้าเจรจาขอถือหุ้นร่วมทุนถึง 2 ครั้ง มั่นใจฐานการเงินแกร่ง ด้านแผนลงทุนเล็งขยายสาขาบริษัทแห่งที่ 2 ในเวียดนาม คาดสรุปข้อมูลได้ไตรมาส 1/69 พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าขยายช่องทางจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สู่เป้าหมายเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดขายปี 68 ด้วยความท้าทายที่ 2,000 ล้านบาท คาดอาจทำได้แค่ 1,700 ล้านบาท สูงกว่าปี 2567 ที่ทำยอดขายได้ 1,400 ล้านบาท

นายธวัช มานะวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท สเต็ป ฟอร์เวิร์ด กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “สมาร์ทโฮม” (Smarthome) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมากหลายหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะจากจีน แต่ในส่วนของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก มองว่ายังมีอัตราการเติบโต เพราะคนไทยยังมีการขยายครอบครัวใหม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ายังต้องการบริการและการรับประกัน ซึ่งจะมียอดขายที่ดีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีต่อเนื่องถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 50% ของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทยเหลือเพียงไม่กี่แบรนด์ หลายแบรนด์ถูกกลุ่มทุนจีนเทกโอเวอร์ บางแบรนด์ก็หายไปจากตลาด สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก แบรนด์ไทย ในปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมที่ 20,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด โดย 3 อันดับแรก นั้น สมาร์ทโฮม ถือว่าเป็นเจ้าตลาดอันดับ1 รองลงมาคือ OTTO และ คาชิว่า และตั้งเป้าภายในระยะเวลา 2 ปี ( ปี2570)จะขึ้นครองแชมป์อันดับ 1 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก จากปัจจุบันที่อันดับ1 คือ ชาร์ป รองลงมาคือ โตชิบา
“แพลตฟอร์มจากจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้น หากเป็นสินค้าประเภทอื่นผู้ประกอบการก็มีความกังวลในเรื่องการแข่งขัน แต่หากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า จะไม่ค่อยมีความกังวลมากนัก เพราะตลาดนี้ผู้บริโภคยังมีความต้องการในเรื่องของการบริการและการรับประกันที่ยาวนาน จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดไม่แพ้แพลตฟอร์มจากจีน ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้บริโภคจะชอบสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กมากกว่า ซึ่งในส่วนของบริษัทจะจำหน่ายสินค้าในราคาที่จับต้องได้ ราคาตั้งแต่ 299-499 บาท จึงทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี“นายธวัช กล่าว
นายธวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทจะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีนโยบายที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาได้มีบริษัทเงินทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาเจรจาเพื่อขอร่วมทุนธุรกิจกับบริษัทฯ ถึง 2 ครั้ง แต่บริษัทก็ได้ปฏิเสธไป เนื่องจากมองว่ายังมีฐานการเงินที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตต่อไปในอนาคต
สำหรับแผนการการตลาดในอนาคตสนใจที่จะไปเปิดสาขาทำการของบริษัทแห่งที่ 2 ที่ประเทศเวียดนามอีกด้วย แต่มองว่าปัจจุบันเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และผู้บริโภคชาวเวียดนามหากจะซื้อสินค้าไม่ค่อยมีความสนใจในเรื่องของแบรนด์มากนัก แต่สนใจในความเป็นหนึ่งเดียวของบริษัทนั้นๆ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงเรื่องกฎหมายในประเทศเวียดนามด้วย คาดว่าจะสรุปผลได้ในไตร 1/2569 โดยที่ผ่านมาในประเทศเพื่อนบ้านจะทำการตลาดผ่านดีลเลอร์ ซึ่งประเทศเมียนมา สามารถทำยอดขายได้สูงสุดประมาณ 10 ล้านบาท/ปี รองลงมาคือ กัมพูชา ทำยอดขายได้ 5-6 ล้านบาท แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์ด้านชายแดน ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 2เดือน เนื่องจากไม่สามารถส่งสินค้าให้ดีลเลอร์ได้ ขณะที่สปป.ลาว ทำยอดขายได้ประมาณ 3-4 ล้านบาท ซึ่งโดยรวมแล้วยอดขายจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรวมคิดเป็นประมาณแค่ 1% เท่านั้น ที่เหลือเป็นยอดขายในประเทศ โดยปี 2567 ทำยอดขายได้ 1,400 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยในครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายได้แล้ว 600-700 ล้านบาท ทำให้คาดว่าทั้งปีอาจจะทำได้ประมาณ 1,700 ล้านบาท และปี 2569 ยังคงตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,000 ล้านบาทเช่นกัน
“ที่ผ่านมา หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ บริษัทจะสามารถทำยอดขายจากการตลาดแบบออฟไลน์ได้มากกว่าในสัดส่วน 80% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากดีลเลอร์ ส่วนการทำตลาดในห้างสรรพสินค้า -ศูนย์การค้าเป็นการทำตลาดเพื่อรองรับผู้บริโภค และจากออนไลน์ สัดส่วน 20% แต่หากไปในช่วงวิกฤติ เช่น โควิด-19 ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายในส่วนของออนไลน์ได้มากถึง 80% จากออฟไลน์ สัดส่วน 20%” นายธวัช กล่าว
นายธวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี บริษัทฯมีความมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า และดีไซน์ทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “บ้านที่ดีต้องมีความสมาร์ท และ Smarthome คือ คำตอบของบ้านยุคใหม่” ปัจจุบัน Smarthome มีผลิตภัณฑ์กว่า 120 รายการ จัดจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกและโมเดิร์นเทรด ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น Big-c, Lotus, CJ Express, Makro, Power Buy, Go Wholesale, HomePro, Megahome รวมถึงดีลเลอร์กว่า 1,000 สาขา และช่องทางออนไลน์ อาทิ Lazada, Shopee และ TikTok Shop
ซึ่งความสำเร็จของ Smarthome ในปัจจุบันมาจากความตั้งใจของคณะผู้บริหารและทีมงาน ในการใส่ใจในคุณภาพสินค้า ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง และการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ
โดยคลังสินค้า Smarthome มีด้วยกัน 3 แห่ง (คลังเทียนดัด , คลัง VPS และคลังตวงธนา) ซึ่งแบ่งออกเป็น 17 คลัง มีขนาดพื้นที่รวมโดยประมาณ 12,140 ตรม. ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และสำหรับสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ Smarthome ยังมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ทั้งเรื่องการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะกับครัวเรือนไทย ทำให้แบรนด์สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของไทย และสามารถครองใจและเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้ตลอดระยะเวลา 12 ปี รวมถึงมีบริการหลังการขายที่ดี โดยมีการรับประกันสินค้านานถึง 3 ปี ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคแล้ว สินค้าของสมาร์ทโฮม (Smarthome) ยังมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพที่ได้มาตรฐาน มอก. ในทุกกระบวนการผลิต เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าทุกชิ้นส่วนมีความทนทานปลอดภัย และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังออกแบบด้วย ดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะกับทุกสไตล์ทั้งบ้านและคอนโด ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งแบบมินิมอล หรือ โมเดิร์น ก็สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สมาร์ทโฮมยังพัฒนาเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานให้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ตั้งแต่การใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน มุ่งเน้นความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน
“สินค้าของสมาร์ทโฮมจึงไม่ใช่เพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดา แต่เป็นผู้ช่วยที่ทำให้ทุกวันของคุณง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นบ้านที่มีสไตล์และทันสมัยอย่างแท้จริง” นายธวัช กล่าว
สำหรับปีนี้ บริษัทฯวางแผนขยายกลุ่มสินค้าและช่องทางจำหน่ายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Smarthome ยังให้ความสำคัญด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านโครงการ “ซื้อ 1 ชิ้น ปัน 1 บาท” ซึ่งบริจาครายได้ 1 บาทต่อสินค้าทุกชิ้น เพื่อสนับสนุน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ด้านการศึกษา โดยมอบทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส รวมถึงสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียน 2.ด้านสาธารณสุข ในการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับหน่วยงานที่ขาดแคลน และ 3.ด้านศาสนา โดยร่วมส่งเสริมการศึกษาและกิจกรรมทางพุทธศาสนาต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี
“บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ และตัวแทนจำหน่ายทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจ Smarthome เสมอมา ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทย พร้อมกับวิสัยทัศน์ในการเป็น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของคนไทยที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของทุกครัวเรือนในประเทศไทย”นายธวัช กล่าวในที่สุด